📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)
บทที่ 38 การทรยศที่น่าตกตะลึง
เย่าเฉินกลับมา นำวัตถุดิบปรุงยามามากมาย และเริ่มสอนวิชาปรุงยาใหม่ๆ ให้หานเฟิงอย่างตั้งใจเช่นเคย
"เฟิงเอ๋อร์ เป็นอะไรไป? อาจารย์ไม่อยู่ไม่กี่วัน เจ้าไม่ได้ขยันฝึกซ้อมหรือ?"
เย่าเฉินสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหานเฟิงผิดปกติ ดูเหมือนมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
หานเฟิงใจเต้นระรัว รีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว เขากำลังลังเลว่าจะบอกเรื่องที่มีคนอ้างว่าเป็นศิษย์ลุงมาหาให้อาจารย์ฟังดีหรือไม่
ทว่า ในใจกลับมีเงามืดทอดตัวลง ส่งเสียงออกมาว่า เฟินเจว๋!
อาจารย์ ไม่เคยเชื่อใจเจ้าจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่อย่างนั้นทำไมถึงนำเฟินเจว๋ติดตัวไปด้วย ทั้งที่สาบานแล้วว่าจะไม่แอบดูเฟินเจว๋อีก อาจารย์ควรจะเก็บเฟินเจว๋ไว้ในหีบไม้เหล็กทมิฬสิ แต่เขากลับเอามันไปด้วย
อาจารย์ ไม่เคยเชื่อใจเจ้าเลย
เวลานี้ หานเฟิงอยู่ในวัยต่อต้านพอดี ตั้งแต่เล็กจนโตราบรื่นมาตลอด จิตใจเย่อหยิ่งทนงตนเสมอมา พลันรู้สึกว่า การที่อาจารย์ไม่เชื่อใจเขา คือความผิดมหันต์ คือการทำผิดต่อเขาอย่างรุนแรง กลับไม่คิดเลยว่า เย่าเฉินเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ สอนวิชาปรุงยาให้อย่างไม่เห็นแก่ตัว ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเท่าไหร่ และต้องละทิ้งความสุขที่ควรจะเป็นของตนไปมากแค่ไหน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เสวียนอี เดิมทีมีโอกาสในความรักอีกครั้ง เสวียนอีลดทิฐิลง แสดงความรักต่อเย่าเฉิน เดิมทีครั้งนี้ทั้งสองมีโอกาสจะได้ลงเอยกัน แต่เพื่ออบรมสั่งสอนหานเฟิงได้ดียิ่งขึ้น เย่าเฉินตัดสินใจตัดใจอย่างเด็ดขาด พลาดครั้งนี้ไป ด้วยความหยิ่งทนงของเสวียนอี จะยอมรับเย่าเฉินได้อีกอย่างไร?
หลังจากนั้น ก็เพื่อหานเฟิง เย่าเฉินตัดเยื่อใยที่ยังตัดไม่ขาดกับสาวงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักบุปผา ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่เพราะหวั่นไหวจริง เมื่อใจหวั่นไหว เขาจะมีแรงใจที่ไหนไปสอนสั่งหานเฟิง
นี่คือลูกศิษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เย่าเฉินอยากให้เขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นจะได้สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า!
ทั้งหมดนี้ ด้วยสติปัญญาของหานเฟิง แม้จะรู้อยู่เต็มอก เข้าใจดีที่สุด แต่ทว่า เวลานี้เมื่อเงามืดในใจก่อตัว ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ล้วนถูกโยนทิ้งไว้ข้างหลัง เหลือเพียงความริษยาอาฆาตที่พรั่งพรูไม่ขาดสาย
ทว่า หานเฟิงในตอนนี้เป็นแค่ความเกลียด ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก เขายังมีความคิดแวบหนึ่งว่า ขอเพียงเขาเอ่ยปาก อาจารย์จะต้องมอบเฟินเจว๋ให้เขาแน่
เพียงแต่ ต้องหาโอกาส พิสูจน์ว่าเขาเติบโตขึ้นแล้ว เพียงพอที่จะเรียนรู้เฟินเจว๋แล้ว
และอีกอย่าง เขาต้องการพิสูจน์ว่า คำพูดของมู่กู่ที่อ้างตัวว่าเป็นศิษย์ลุงนั้น จริงเท็จกี่ส่วน
จิตใจว้าวุ่นร้อยแปดพันเก้า แต่ในความเป็นจริง ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา หานเฟิงยิ้มแล้วเล่าเรื่องที่ตนระเบิดเตาปรุงยาออกมา เพียงแต่เปลี่ยนจากความล้มเหลวครั้งเดียว เป็นหลายครั้ง แล้วก้มหน้าลง ทำท่าทางรอคอยการตำหนิจากเย่าเฉิน
เขารู้ดีว่า ขอเพียงทำเช่นนี้ อาจารย์ย่อมไม่ติดใจเอาความเรื่องอื่น และจะไม่สงสัยเขา
เป็นไปตามคาด เย่าเฉินหัวเราะเสียงดัง ลูบหัวเขาแล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไร นักปรุงยาคนไหนบ้างไม่เคยผ่านความล้มเหลวอันเจ็บปวด? พูดตามตรง เจ้าทำอะไรก็ราบรื่นมาตลอด ข้าถึงได้กังวลจริงๆ ว่าวันไหนเจ้าเจออุปสรรคที่แท้จริง จะก้าวเข้าสู่วิถีมาร มา ข้าจะบอกเจ้า ยังมีรายละเอียดอีกหลายจุด ที่เจ้ายังไม่รู้..."
ที่เจ้ายังไม่รู้... ที่เจ้ายังไม่รู้... ที่เจ้ายังไม่รู้...
ในชั่วขณะนั้น ในใจของหานเฟิง ก้องกังวานด้วยคำหกคำนี้
อาจารย์ กั๊กวิชาไว้จริงๆ ด้วย เป็นเหมือนที่ศิษย์ลุงบอกเลยหรือ?
สอนศิษย์ อาจารย์อดตาย ถ้าไม่ถึงเวลาคับขันจริงๆ อาจารย์จะไม่ถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้เขา
เมื่อมุดเข้าไปในเขาควาย ต่อให้คนฉลาดแค่ไหนก็หลงทาง
ณ ขณะนี้ หานเฟิงเป็นเช่นนั้น ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง รู้สึกว่าอาจารย์ไม่ยุติธรรมกับตน แต่ไม่ย้อนคิดเลยว่า ต่อให้เย่าเฉินมีความเห็นแก่ตัว แล้วจะเป็นไรไป? ตัวเขาเองมิใช่หรือที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเย่าเฉิน แล้วเอาสิทธิ์อะไรไปเรียกร้องให้เย่าเฉินเปิดเผยทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง?
ระหว่างความดีกับความชั่ว บางทีอาจห่างกันแค่ความคิดเดียว คิดผิด ก็ตกสู่วิถีมาร คิดได้ ก็วางมีดสังหาร บรรลุธรรม
หานเฟิงเวลานี้เพียงกดข่มความคิดชั่วร้ายต่างๆ ไว้ ฟังคำพูดของเย่าเฉิน จริงดังคาด เป็นสิ่งที่ศิษย์ลุงมู่กู่บอกเขาในคืนนั้น แถมเนื้อหายังน้อยกว่า ถึงตอนนี้ ก็ยังจะปิดบังเขาอีก
พอลองคิดแบบนี้ วิชาปรุงยาที่สอนเขาในอดีต อาจารย์ยังมีรายละเอียดอะไรอีกไหม ที่ไม่เคยบอกเขา?
หานเฟิงคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่บนใบหน้ากลับแสร้งทำท่าทางตั้งใจฟังอย่างมีพรสวรรค์ ไม่ให้เย่าเฉินมองเห็นความผิดปกติใดๆ
เย่าเฉินไม่มีความระแวงหานเฟิงแม้แต่น้อย ต่อให้หานเฟิงเผยพิรุธจริงๆ เกรงว่าเย่าเฉินก็จะมองข้ามไป
กับศิษย์ที่สมบูรณ์แบบคนนี้ เย่าเฉินไม่เคยมีความสงสัย แม้ไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ความจริงก็ไม่ต่างอะไรกับลูกในไส้
ใจหมาป่ามักเริ่มจากความโลภ
หนึ่งเดือนต่อมา เย่าเฉินกำลังง่วนอยู่กับการปรุงยา ส่วนหานเฟิง อ้างว่าไม่สบาย กินยาแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ
กลางดึก หานเฟิงที่ควรจะหลับใหล กลับลืมตาขึ้น
ลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ หานเฟิงสังเกตว่าห้องปรุงยายังมีความเคลื่อนไหว เวลานี้ เย่าเฉินกำลังปรุงโอสถระดับเจ็ด ใช้สมาธิมหาศาล หานเฟิงรู้ดีว่า เขาออกไปตอนนี้ เย่าเฉินไม่มีทางสังเกตเห็น
และต่อให้พบ เย่าเฉินก็คงไม่คิดมาก ห่างจากหุบเขาสันโดษนี้ไปสิบลี้ มีตระกูลสันโดษตระกูลหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง หลายวันมานี้ หานเฟิงจงใจตีสนิทกับคุณหนูของตระกูลนั้น ออกไปพบนางกลางดึกหลายครั้ง อาจารย์ต้องคิดว่าเขาออกไปพลอดรักอีกแน่
กับเรื่องพรรค์นี้ เย่าเฉินเพียงแค่พูดประโยคเดียว รู้จักกาลเทศะ อย่าทำให้แม่หนูนั่นเสียใจ
หานเฟิงยิ้มเย็น ผู้หญิงก็แค่เครื่องประดับ เสียใจบ้าบออะไร? คำพูดอาจารย์ ช่างน่าขำ
คนเราก็เป็นเช่นนี้ ยามรัก น้ำต้มผักยังว่าหวาน แต่พอยามมีอคติ มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด แม้แต่ของที่สมบูรณ์แบบก็ยังหาที่ติได้ จะหาเศษกระดูกในไข่ไก่ยังทำได้ นับประสาอะไรกับคน
เวลานี้ หานเฟิงใจจดจ่ออยู่แต่กับเฟินเจว๋เล่มนั้น และยิ่งอยากรู้ว่า คนที่เรียกว่าศิษย์ลุงมู่กู่ จะมีอะไรมาพูดอีก
มาถึงหลังภูเขา ที่นี่เคยถูกทัณฑ์สายฟ้าโอสถระดับสูงที่เย่าเฉินปรุงผ่าใส่นับครั้งไม่ถ้วน แทบไม่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้น แต่กลับมีต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่ง รอดชีวิตท่ามกลางสายฟ้า แถมยังมีวิวัฒนาการ กลายเป็นไม้สายฟ้าอัสนีบาต เติบโตงอกงามดกหนา เพียงแต่ใบไม้ล้วนเป็นสีเงินยวง ทุกขณะจิตล้วนแผ่กลิ่นอายสายฟ้าออกมา
ข้างต้นไม้ มีเงาดำผู้โดดเดี่ยวสายหนึ่งยืนอยู่
หานเฟิงสายตาวูบไหว ความจริงแล้ว ในใจเขายิ่งไม่เชื่อถือศิษย์ลุงกำมะลอคนนี้ แต่เขาเชื่อว่า เขาจะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ที่แท้จริงมากมายจากศิษย์ลุงผู้นี้ได้
เช่น... "รายละเอียด" บางอย่างที่เขาไม่รู้
และเช่น... เฟินเจว๋
หนึ่งเดือนมานี้ หานเฟิงไม่ได้ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ สอบถามทางอ้อม และสืบข่าวจากตระกูลสันโดษที่อยู่ห่างไปสิบลี้ มู่กู่ผู้นี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นศิษย์ลุงของเขาจริงๆ เคยฝากตัวเป็นศิษย์ในสำนักของปรมาจารย์ปู่ แต่ภายหลังถูกขับออกจากสำนัก
มู่กู่หรี่ตาลง เมื่อเห็นร่างของหานเฟิงปรากฏขึ้น หัวใจก็เต้นแรง การจะจัดการเย่าเฉิน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าวัดกันที่เส้นสาย ในมิติแสงเงา เขาถูกสามภูตแมงป่องปีศาจแว้งกัด บาดเจ็บสาหัส พักฟื้นอยู่หลายปีจึงหายดี เวลาผ่านไปหลายปี เครือข่ายความสัมพันธ์ของเย่าเฉินมั่นคงดุจขุนเขา ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่อาจสั่นคลอนได้ ถ้าวัดกันที่พลังฝีมือ ยิ่งทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ อย่างจนใจ...
แต่ทว่า ข้างกายเย่าเฉินผู้ไร้ช่องโหว่ กลับมีคนคนหนึ่งที่ทำให้เขาฉกฉวยโอกาสได้
หานเฟิง!
คนที่มีกระดูกขบถโดยกำเนิด สำหรับการดูคน มู่กู่ไม่เคยพลาด คนประเภทนี้ หากไม่มีสิ่งยั่วยวน อาจจะเป็นคนดีได้ แต่หากในระหว่างการเติบโต ใส่การยุยงลงไปสักหน่อย...
"เจ้ามาแล้วจริงๆ"
"ขอรับ ท่านศิษย์ลุง โปรดรับการคารวะจากศิษย์ คราวก่อน เป็นศิษย์ที่เสียมารยาท"
หานเฟิงมีรอยยิ้มประดับหน้า คารวะลงไปอย่างนอบน้อม
"เฮ้อ น่าเสียดาย ความเข้าใจผิดที่อาจารย์เจ้ามีต่อข้า ไม่เคยจางหายไป เกรงว่าเจ้าคงรู้แล้ว ข้าคือศิษย์ทรยศที่ถูกขับออกจากสำนัก"
"ขอรับ" หานเฟิงพยักหน้า ความซื่อสัตย์ คือพื้นฐานของการกอบโกยผลประโยชน์
"เจ้าคงรู้สินะ ว่าทำไมข้าถึงถูกขับออกจากสำนัก?"
"เรื่องนี้... ศิษย์ไม่ทราบ"
"ปีนั้น ข้าใช้คนทดลองยา และใช้วัตถุดิบต้องห้ามบางอย่าง เจ้า คิดเห็นอย่างไร?"
หานเฟิงชะงัก "ไม่ใช้คนลองยา จะรู้สรรพคุณของสูตรยาใหม่ได้อย่างไร? ส่วนวัตถุดิบต้องห้าม..."
มู่กู่หัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆๆ ว่าแล้วเชียว เจ้ากับข้าเป็นคนประเภทเดียวกัน น่าเสียดายๆ ศิษย์เอกเช่นนี้ ดันถูกตาแก่เย่าเฉินชิงตัดหน้าไปก่อน แต่ก็ไม่เป็นไร เจ้าอยากลองเรียนรู้วิถีของศิษย์ลุงไหม ข้ารับรอง ว่าจะครอบคลุมกว่าที่อาจารย์เจ้าสอน และจะไม่มีการกั๊กวิชาใดๆ"
"ขอรับ ศิษย์ยินดี!"
หานเฟิงก้มกราบกับพื้น โป๊กๆๆ โขกศีรษะสามครั้ง ราวกับพิธีไหว้ครู
มู่กู่มองดู ในใจกลับหนาวเหน็บ เจ้าเด็กนี่สันดานเย็นชาโดยกำเนิด นี่ขนาดโตมาข้างกายเย่าเฉินที่มีจิตใจดีงามนะ ถ้ามาอยู่กับเขา... ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง!
แต่ใบหน้ากลับเปื้อนยิ้ม พยักหน้าเรียกดีหลายคำ ดังที่เขาพูดเมื่อครู่ เขาและหานเฟิง คือคนประเภทเดียวกัน ใจอย่างหน้าอย่าง นี่คือวิทยายุทธ์พื้นฐาน
หานเฟิงกับมู่กู่มาคบหากัน เย่าเฉินไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย
เขารู้ว่า หานเฟิงมักออกไปข้างนอกกลางดึก แต่คิดเพียงว่าไปพลอดรัก ลูกผู้ชายวัยคะนอง เขาได้แต่ยิ้มผ่านไป
ใครจะคิด หานเฟิงไปพลอดรักจริง แต่ทุกครั้งที่เจอกัน ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็ไล่คนกลับไป อีกสองชั่วยามหลังจากนั้น ล้วนอยู่กับมู่กู่ เรียนรู้วิชาปรุงยาแขนงใหม่
แตกต่างจากที่เย่าเฉินสอนอย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับมีผลลัพธ์น่าอัศจรรย์ เพียงแต่มีหลายจุดที่ผิดต่อลิขิตฟ้า แต่ในสายตาหานเฟิง แล้วไง? อยากปรุงโอสถที่ทรงพลังกว่าเดิม ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน สมุนไพรวิเศษคือค่าตอบแทน ชีวิตคน ก็คือค่าตอบแทนเช่นกัน การแลกเปลี่ยนของฟ้าดิน มีได้ย่อมมีเสีย เป็นสัจธรรมนิรันดร์
สิ่งเดียวที่ทำให้เย่าเฉินแปลกใจ คือพัฒนาการของหานเฟิง เร็วเกินไปหน่อยแล้ว
รู้สึกว่า ถึงเวลาต้องกดเขาไว้บ้าง ก้าวหน้าเร็วเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี พรสวรรค์ก็ถูกใช้หมดได้ ค่อยเป็นค่อยไป สร้างรากฐานให้แน่น แล้วค่อยก้าวสู่จุดสูงสุด ทุกย่างก้าวต้องมั่นคง จึงจะประสบความสำเร็จในระดับที่ยิ่งใหญ่กว่า
นี่คือความรู้สึกของเย่าเฉินหลังจากก้าวสู่ระดับเซียนยุทธ์ เพราะเขาสมัยหนุ่มแช่โอสถมากไป ใจร้อนเกินไป ดังนั้น พอถึงระดับเซียนยุทธ์ แม้การปรุงยาจะสื่อจิตวิญญาณได้ แต่ก็ยากจะข้ามกำแพงระดับชั้น
เป้าหมายของเขา คือปั้นหานเฟิงให้เป็นเทพยุทธ์ที่เหนือกว่าเซียนยุทธ์!
ส่วนตัวเขา บางทีชั่วชีวิตนี้ ด้วยร่างกายนี้ คงหมดหวังเป็นเทพยุทธ์แล้ว ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่ลูกศิษย์
ดึกสงัด หลังภูเขา หานเฟิงกำลังฟังคำสอนของมู่กู่เช่นเคย เมื่อจบบทเรียนช่วงหนึ่ง
มู่กู่สายตาไหววูบ แล้วเอ่ยปากว่า "อาจารย์เจ้าทำไมถึงเก่งกาจ รู้ไหม?"
"เพลิงเย็นวิญญาณกระดูก" หานเฟิงพยักหน้า เขาย่อมเข้าใจดีว่า เพลิงวิเศษ ช่วยยกระดับนักปรุงยาได้มหาศาลเพียงใด
"ถูกต้อง แน่นอนว่า หม้อปรุงยาใบนั้นของเขา... ก็มีความพิเศษอยู่ แต่ข้ายังดูไม่ออก เพราะเวลาอาจารย์เจ้าปรุงยา นอกจากเจ้า ไม่มีใครเข้าใกล้ได้"
ตอนมู่กู่พูดประโยคนี้ สายตาวูบไหว
หานเฟิงใจหายวูบ สัญชาตญาณอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อ้าปากแล้ว ในหัวพลันปรากฏภาพม้วนหนังสือเฟินเจว๋ ความหงุดหงิดสายหนึ่งผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ จึงไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าคล้อยตามความหมายของมู่กู่
ความอำมหิตโดยสัญชาตญาณ ดุจไฟลามทุ่ง ลุกโชนขึ้นในใจ
มู่กู่ไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงแล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาเก็บเกี่ยว เวลานี้จึงยิ้ม แล้วสอนวิชาปรุงยาต่อ
สิ่งที่เขาสอนนี้ก็เป็นวิชาจริง ไม่มีความเท็จแม้แต่น้อย เพียงแต่เกินขีดจำกัดที่หานเฟิงในตอนนี้จะเรียนรู้ได้ แม้หานเฟิงจะเรียนได้เหมือนกัน แต่นี่เป็นการเผาผลาญพรสวรรค์ของเขาทางอ้อม ทำให้เขาค่อยๆ หลุดจากความสมบูรณ์แบบ
หานเฟิงย่อมไม่รู้ เรื่องพวกนี้ หากไม่อยู่ในระดับเซียนยุทธ์เป็นเวลานาน ก็ไม่มีทางเข้าใจได้เลย ต่อให้คนอื่นบอกเขา ก็ไม่อาจเข้าใจ
วันรุ่งขึ้น อาหารเช้า...
เย่าเฉินมองหานเฟิง ขมวดคิ้ว สัมผัสได้จากสัญชาตญาณ หานเฟิงดูเหมือนจะเดินทางผิด เพียงแต่ ช่วงเวลานี้ เขาได้กดระดับขั้นของหานเฟิงไว้มาก เขาควรจะสะสมพลังได้มากขึ้นสิ ทำไมกลับมีการเผาผลาญมากขึ้น?
"เฟิงเอ๋อร์ เจ้าแอบไปเรียนวิชาปรุงยาอื่นมาหรือเปล่า?"
เย่าเฉินถามหานเฟิงขึ้นทันที
หานเฟิงตกใจแทบสิ้นสติ แต่ใบหน้ากลับทำท่าทางงุนงงตามสัญชาตญาณ ปากก็พูดว่า "ท่านอาจารย์ ท่านพูดเรื่องอะไรหรือขอรับ?"
"อืม ไม่มีอะไร" เย่าเฉินส่ายหน้า บางทีเขาคงคิดมากไปเอง สิ่งที่หานเฟิงห้ามเรียน เขาล้วนควบคุมไว้ ตำรายาที่วางในหีบไม้เหล็กทมิฬ ก็ไม่มีปัญหา ล้วนเป็นสิ่งที่หานเฟิงอ่านได้
ส่วนเรื่องจะแอบเรียนจากเขา... ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ความมั่นใจนี้ ในฐานะเซียนยุทธ์ เย่าเฉินยังมีอยู่
เวลาล่วงเลย...
พริบตาเดียว ก็ผ่านไปอีกสามปี
เย่าเฉินยิ่งก้าวหน้า เพียงแต่ ไม่ว่าอย่างไรก็แตะไม่ถึงธรณีประตูแห่งเทพยุทธ์ แต่ถ้าพูดถึงพลังต่อสู้ เย่าเฉินมั่นใจว่า ต่ำกว่าเทพยุทธ์ลงมา เขา คือผู้ไร้เทียมทาน
การเติบโตของหานเฟิงในสามปีนี้ เย่าเฉินกลับกังวลอยู่บ้าง มันเร็วเกินไปจริงๆ หลุดจากแผนการสู่เทพยุทธ์ที่เขาวางไว้ แต่ในเมื่อกดไม่อยู่ เย่าเฉินก็ปล่อยให้หานเฟิงระเบิดพลังออกมา วันหน้าขอแค่ดูแลให้ดี ก็ยังมีโอกาสสูง อย่างน้อย ก็คงไม่เหมือนเขา ที่แม้แต่ความสามารถในการแตะธรณีประตูยังไม่มี
หานเฟิงกลับยิ่งเคียดแค้นเย่าเฉิน เดิมที เขาเพียงแค่เจ็บแค้นที่เย่าเฉิน "กั๊กวิชา" แต่ตอนนี้ กลับเพิ่ม "ความโกรธ" เข้ามาอีกมากมาย
ตาแก่หนังเหนียว ถึงกับคิดจะกดการเติบโตของเขา!
เมื่อความแค้นก่อตัว ก็ลืมสิ้นถึงความดีในอดีต จำได้แต่ข้อเสีย
แน่นอนว่า นี่เกิดจากการยุยงของมู่กู่ เย่าเฉินกดดันการเติบโตของเขา แต่มู่กู่กลับช่วยเร่งให้โต ดูจากตรงหน้า ดูเหมือนมู่กู่จะหวังดีกว่า
ความจริงแล้ว หานเฟิงเชื่อว่า มู่กู่หวังผลประโยชน์ในเฟินเจว๋ จึงน่าเชื่อถือกว่า ส่วนเย่าเฉิน...
ตาแก่คงจะอิจฉาที่พรสวรรค์ของเขาเหนือกว่ากระมัง ดังนั้น...
ไอ้แก่หนังเหนียว!
ในใจหานเฟิง ใช้คำเรียกที่ไม่เคารพเช่นนี้เรียกขานเย่าเฉินแล้ว
ทว่า ภายนอก หานเฟิงยังคงเป็นศิษย์รักในสายตาเย่าเฉิน ยิ่งมายิ่งสุภาพนอบน้อม เมื่อเทียบกับอดีต ก็ยิ่งว่านอนสอนง่าย
"ท่านอาจารย์ ระดับขั้นของข้าตอนนี้ สามารถดูเฟินเจว๋เล่มนั้นได้หรือยังขอรับ"
หานเฟิง ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ยื่นคำขาดกับเย่าเฉิน
เย่าเฉินยิ้ม แต่ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
"เฟินเจว๋เล่มนั้น ไม่เหมาะกับเจ้า เชื่อการตัดสินใจของอาจารย์เถอะ เฟินเจว๋เล่มนั้น... อืม ต้องบอกว่า ไม่เหมาะกับนักปรุงยาคนไหนทั้งนั้น ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไป ความต้องการมากเกินไป หากเจ้าอยากประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ก็อย่าได้คิดถึงเฟินเจว๋อีกเลย"
การตัดสินใจนี้ ความจริงเย่าเฉินลังเลอยู่นาน
ด้วยพรสวรรค์ของหานเฟิง ความจริง ฝึกเฟินเจว๋ย่อมต้องสำเร็จ เพียงแต่ราคาที่ต้องจ่ายคือต้องกลืนกินเพลิงวิเศษเพื่อยกระดับเคล็ดวิชา มันสูงเกินไป ใครจะรับประกันได้ว่า หานเฟิงจะหาเพลิงวิเศษชนิดต่างๆ พบ?
ต้องรู้ว่า หลายสิบปีมานี้ เย่าเฉินก็เพิ่งเคยเห็นเพลิงวิเศษไม่กี่ชนิดเท่านั้น วาสนาเป็นสิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ ด้วยความสามารถของหานเฟิง ขอแค่ฝึกฝนตามธรรมชาติ ย่อมต้องมีวันที่ได้เป็นเซียนยุทธ์ ถ้าจังหวะดี เทพยุทธ์ก็มีความหวัง การฝึกเฟินเจว๋ ต้องดูลิขิตฟ้าแล้ว
ชะตากรรม กำหนดด้วยมือตนเอง ย่อมมั่นคงกว่า
เฟินเจว๋แม้แข็งแกร่ง แต่... เป็นโชคหรือเคราะห์ แม้แต่สวรรค์ยังไม่รู้ เย่าเฉินย่อมไม่อยากเห็นศิษย์เพียงคนเดียวเดินไปบนเส้นทางที่ไม่อาจรู้อนาคต
หานเฟิงพยักหน้า ทำท่าทางว่าง่าย แต่ในใจกลับแดงฉานไปด้วยจิตสังหาร
สามปีมานี้ เขาทำหน้าแบบนี้จนอยากจะอ้วกแล้ว แต่ก็ยังต้องแสร้งทำต่อไป มู่กู่พูดไม่ผิด ไอ้แก่หนังเหนียว อิจฉาพรสวรรค์ของเขา เฟินเจว๋ ตัวเองฝึกไม่ได้ ก็ไม่ยอมยกให้คนอื่น คิดจะให้ไข่มุกต้องหมองหม่น
ถ้าอย่างนั้น ก็อย่าโทษว่าเขาอกตัญญูไม่รู้คุณ
"ศิษย์ไม่รบกวนอาจารย์ปรุงยาแล้วขอรับ" หานเฟิงหันหลัง เดินออกจากห้องปรุงยา มุ่งหน้าสู่หลังภูเขาทันที หากเขาต้องการติดต่อมู่กู่ จะวางหินกรวดสีขาวไว้ข้างต้นไม้สายฟ้าเป็นสัญญาณ
แต่ครั้งนี้ สิ่งที่หานเฟิงวางลงไป คือหินกรวดสีดำ สีดำ สีแห่งอัปมงคล
ตกดึก มู่กู่มาที่ข้างต้นไม้สายฟ้า มองหินกรวดสีดำ นิ่งอึ้งอยู่นาน ก่อนจะหัวเราะลั่น สามปีที่ทุ่มเท ในที่สุดก็เลี้ยงหมาป่าสำเร็จ เด็กคนนี้ สันดานหมาป่าระเบิดออกแล้ว เมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้เมื่อสามปีก่อน ในที่สุดก็เติบใหญ่เป็นต้นไม้แห่งความแค้นเสียดฟ้า
"ดี ดี ดีมาก เย่าเฉินเอ๋ยเย่าเฉิน เจ้าเป็นวีรบุรุษมาทั้งชีวิต น่าเสียดาย รับศิษย์ทรยศผิดไปคนหนึ่ง แต่ความโชคร้ายของเจ้า คือวาสนาของข้า ปีนั้นเจ้าแย่งเฟินเจว๋ของข้าไป ตอนนี้ถึงเวลาต้องคืนแล้ว"
พึมพำกับตัวเองจบ มู่กู่ก็พุ่งตรงไปยังหุบเขาสันโดษ
ร่างดุจวิญญาณดุจเงา ทุกย่างก้าว แฝงไว้ด้วยอำนาจฟ้าดิน อำนาจแห่งเซียนยุทธ์ ระเบิดออก ดึงพลังฟ้าดินมาเป็นของตน
เย่าเฉินเวลานี้กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรุงยา สัมผัสได้ถึงจิตสังหารแห่งฟ้าดินนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที นี่คือเซียนยุทธ์ที่มีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่งมาเยือนพร้อมจิตสังหาร
ทันใดนั้นไม่ลังเล สละโอสถเตานี้ทิ้ง พลังยุทธ์ทั่วร่างพุ่งพล่าน เพลิงเย็นวิญญาณกระดูกระเบิดออก เดินออกไปข้างนอก
วินาทีที่เห็นว่าเป็นมู่กู่ เย่าเฉินตะลึงงัน มู่กู่ถึงกับมาเพียงลำพัง
"มู่กู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?"
แต่พอลองคิดดู ก็ไม่แปลกใจ มู่กู่ทำเรื่องอื่น ย่อมมีคนติดตามเป็นหมื่นเป็นพัน แต่ถ้าจะฆ่าเขาเย่าเฉิน เกรงว่าทั่วทั้งจงโจว จะไม่มีใครตามมาสักคน นี่ คือบารมีของเขาเย่าเฉิน
ยี่สิบปีมานี้ โอสถระดับสูงที่หมุนเวียนในจงโจว เก้าส่วนมาจากมือของเขาเย่าเฉิน หากเขาเป็นอะไรไป เหล่ายอดฝีมือที่เคยชินกับการมีโอสถระดับสูงป้อนให้จำนวนมาก คงต้องเต้นผาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อาศัยโอสถ ยอดฝีมือจำนวนมากได้สร้างมิตรภาพกับเขา มิตรภาพนี้อาจไม่จริงใจนัก แต่อย่างน้อย ก็จะไม่ทำร้ายเขา
"ข้าไม่ได้บ้า ข้ามาพูดเหตุผลกับเจ้า ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ ในเมื่อเจ้าไม่ฝึกเฟินเจว๋ ก็ส่งมาให้ข้าเถอะ"
มู่กู่กล่าวเสียงเย็น เวลานี้ ก็เห็นหานเฟิงถือกระบี่ยาวเดินออกมาจากห้องด้านข้าง ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์
เย่าเฉินสังเกตเห็นสายตาของมู่กู่ ขยับเท้า เข้ามาบังหน้าหานเฟิงไว้ กลัวว่ามู่กู่จะลอบโจมตี ทำร้ายหานเฟิง
หานเฟิงอยู่ด้านหลังเย่าเฉิน สายตาแปรเปลี่ยนไปมา หัวใจเต้นแรง มือขวาที่กำกระบี่ยาวแน่น มีเหงื่อซึมออกมา
เย่าเฉินหันมาส่งยิ้มให้หานเฟิง
"ไม่ต้องห่วง"
เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของหานเฟิง แต่คิดว่าหานเฟิงรู้สึกไม่สบายตัวเพราะแรงกดดันจากจิตสังหารระดับเซียนยุทธ์ของมู่กู่
หานเฟิงพยักหน้า เผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้
แต่ทว่า ภายใต้การจ้องมองของมู่กู่ จิตสังหารชั้นแล้วชั้นเล่า ทับซ้อนกันในใจ ไอ้แก่หนังเหนียว ถึงเวลานี้ ยังจะมาเสแสร้งอะไร
เฟินเจว๋... เคล็ดวิชาที่ทำให้มู่กู่ใส่ใจขนาดนี้ ย่อมต้องแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากเขาได้เฟินเจว๋มาครอบครอง...
ยังไงเสีย วิชาปรุงยาของไอ้แก่ ก็เรียนมาเจ็ดแปดส่วนแล้ว แถมยังเรียนจากมู่กู่อีกมาก หากได้เฟินเจว๋มาอีก หานเฟิงใจอำมหิต เขาจะต้องเป็นราชาเหนือหล้า ไร้เทียมทานอย่างแท้จริงในอนาคตแน่
มู่กู่คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของหานเฟิงตลอดเวลา เวลานี้สัมผัสได้ถึงจิตสังหารในใจหานเฟิง ใจไหววูบ ก็ลงมือกับเย่าเฉินอย่างหักหาญ
"เจ้าไม่ให้ ข้าก็จะเอาเอง"
บึ้ม พลังระดับเซียนยุทธ์ระเบิดออก ฟ้าดินสั่นสะเทือน
ทว่า เย่าเฉินแค่นเสียงเย็น ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน พลังที่ยิ่งใหญ่กว่า กดทับลงมาจากร่างเขา แผ่ไปแปดทิศ สี่ด้านล้วนเป็นกลิ่นอายของเขา ถึงกับสะกดมู่กู่ไว้ได้ในพริบตา
มู่กู่หน้าถอดสี
"อะไรกัน เจ้าถึงกับทะลวงระดับ..."
ระหว่างพูด มู่กู่ส่งสายตาให้หานเฟิง ให้ลงมือ
เวลานี้ สมาธิทั้งหมดของเย่าเฉินทุ่มไปกับการสะกดเขา เป็นโอกาสลงมือที่ดีที่สุด
ทว่า หานเฟิงกลับยิ้มเย็น กระบี่ยาวในมือสั่นไหว ไม่ได้แทงไปที่เย่าเฉิน แต่กลับพุ่งตรงไปแทงที่หน้าอกของมู่กู่
"เจ้า!"
ไม้นี้ ทำเอามู่กู่ตกตะลึงอย่างแท้จริง ร่างกายถูกเย่าเฉินสะกดไว้ หลบไม่ได้เลย แต่เขาใจเด็ด ระเบิดเพลิงยุทธ์พุ่งใส่หานเฟิง ต่อให้เขาถูกกระบี่แทง หานเฟิงก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด
เย่าเฉินก็นึกไม่ถึง ว่าหานเฟิงจะลงมืออย่างกะทันหัน ตะโกนลั่น "ระวัง" แล้วกระโจนตัวเข้าไป รับการโจมตีโต้กลับเสี่ยงตายของมู่กู่แทนหานเฟิง
บึ้ม เพลิงยุทธ์ปลิวว่อน ภายใต้เพลิงเย็นวิญญาณกระดูก ทุกสิ่งล้วนถูกไอเย็นแช่แข็งและทำลายล้าง
"เย่าเฉิน หานเฟิง... พวกเจ้า อำมหิตนัก"
มู่กู่หน้าเขียวคล้ำ เพลิงยุทธ์ที่ระเบิดเมื่อครู่ เป็นพลังชีวิตของเขา เมื่อถูกเพลิงเย็นวิญญาณกระดูกทำลาย เรียกได้ว่าบาดเจ็บถึงรากฐาน เพียงทีเดียว พลังฝีมือของเขาร่วงกราวรูด ในเวลาสั้นๆ ไม่สู้แม้แต่ยอดรยุทธ์ อย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งปี จึงจะค่อยๆ รักษาตัวฟื้นคืนมาได้
เวลานี้ มู่กู่เสียใจแทบกระอักเลือด เล่นกับไฟจนไฟไหม้ตัว
เย่าเฉินยิ้มเย็น "ต่อให้อำมหิต ก็ยังเทียบไม่ได้กับ..."
ฉึก!
เสียงเบาๆ ดังขึ้น เสียงพูดของเย่าเฉินชะงักกึก เขาหันกลับมามองหานเฟิงอย่างไม่อยากเชื่อ
กระบี่ยาวในมือหานเฟิง เสียบทะลุหน้าท้องของเขา พิษร้ายแรงชนิดหนึ่งระเบิดออกในกายเขาทันที ผงเจ็ดดาราแมนดาริน พิษร้ายอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่ปลิดชีพเซียนยุทธ์ได้
"เจ้า... ทำไม?"
ในเสี้ยววินาที เย่าเฉินเข้าใจแล้ว สายตาที่มู่กู่มองหานเฟิง ไม่ใช่คิดร้ายต่อหานเฟิง...
ที่มู่กู่บอกว่าอำมหิตนัก เป็นเพราะ...
เวลานี้ ใบหน้าของหานเฟิง เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่บิดเบี้ยว
"ฮ่าๆ ฮ่าๆ ไอ้แก่หนังเหนียว ยังจะมาถามข้าว่าทำไม ทำไม เฟินเจว๋ เอาเฟินเจว๋มา เจ้าไม่ใช้ ทำไมไม่ส่งให้ข้า?"
มองดูสีหน้าของเย่าเฉิน หานเฟิงมีความสงสาร อยู่แวบหนึ่ง เจ็บปวดใจอยู่บ้าง และสับสน
ทว่า
สุดท้าย สันดานหมาป่าในใจ ก็เอาชนะทุกสิ่ง ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
ท่ามกลางเสียงตะโกนบ้าคลั่ง หานเฟิงยื่นมือไปคว้าที่หน้าอกของเย่าเฉิน เขารู้ว่า เฟินเจว๋เล่มนั้น เย่าเฉินเก็บไว้แนบอกตลอดเวลา
เย่าเฉินยิ้มด้วยความคับแค้น เขาถึงกับน่าสมเพชกว่าคนเลี้ยงเสือให้มากัด คนเลี้ยงเสือยังรู้ว่าที่เลี้ยงคือเสือ แต่เขา คิดมาตลอดว่าหานเฟิงคือศิษย์ที่สมบูรณ์แบบ
สมบูรณ์แบบ...
ฮ่าๆ ตอนนี้พอนึกถึง สองคำนี้คือเรื่องตลกที่ยิ่งใหญ่ เยาะเย้ยเวลาหลายสิบปีของเขา
แค้น! แค้น! แค้น!
"อยากได้เฟินเจว๋ ฝันไปเถอะ"
บึ้ม ภายในกายเย่าเฉิน เพลิงเย็นวิญญาณกระดูกระเบิดออก ร่างกายลุกไหม้รุนแรง
มู่กู่เห็นฉากนี้ หัวเราะลั่น
"ฮ่าๆๆๆ เย่าเฉิน เจ้าก็มีวันนี้ ศิษย์หลานที่ดี เร็วเข้า เฟินเจว๋ไม่ถูกเผาง่ายๆ หรอก ฟันมันต่อ ฟันให้ตาย เพลิงเย็นวิญญาณกระดูกก็จะดับ เร็ว ลงมือสิ"
ความบ้าคลั่งบนหน้าหานเฟิงยิ่งทวีความรุนแรง มือสั่นระริก ดูเหมือนจะลงมือไม่ลง แต่สุดท้าย เขาก็ส่งเสียงเห่าหอนดุจหมาป่า ฟันกระบี่ใส่ศีรษะเย่าเฉิน!
"ตึง" เสียงของตกถึงพื้น
ทุกอย่างสงบลง...
หานเฟิงรีบค้นเฟินเจว๋ที่ซ่อนอยู่ที่อกของเย่าเฉินออกมา ทว่า สิ่งที่เห็นกลับเป็นคำว่า "เล่มล่าง"
ถึงกับมีแค่ครึ่งเล่ม แถมยังเป็นเล่มล่าง!
"เกิดอะไรขึ้น ไอ้แก่หนังเหนียว ตายแล้วยังจะมาเล่นลิ้นกับข้า!"
หานเฟิงคลั่งโดยสมบูรณ์ พ่นเพลิงยุทธ์ออกจากมือ ระเบิดร่างเย่าเฉินจนเป็นเถ้าถ่านในพริบตา ในกองเถ้าถ่าน กลับมีของวิเศษไม่กี่ชิ้น ที่ไม่ถูกทำลาย
แหวนสองวง วงหนึ่งคือแหวนบรรจุของที่เย่าเฉินใช้ประจำ และอีกวง คือของที่เรียกว่าของแทนใจของเซียนวายุ
เก็บแหวนบรรจุของ ข้างในมีสมุนไพรหายากนับไม่ถ้วน มูลค่าประเมินมิได้ ส่วนของที่เรียกว่าของแทนใจ สำหรับหานเฟิง เป็นเพียงขยะไร้ค่า โยนทิ้งไปไกลๆ อย่างไม่ไยดี
ของวิเศษอีกไม่กี่อย่าง หานเฟิงเก็บทีละชิ้น สวมใส่ไว้กับตัว แล้วหันไปมองมู่กู่ ยิ้มแสยะ "ศิษย์ลุง ศิษย์ จะส่งท่านเดินทาง"
มู่กู่หน้าเปลี่ยนสี "เจ้า เจ้าลืมผลประโยชน์ที่ข้าให้เจ้าแล้วรึ ข้าเข้าข้างเจ้านะ เจ้าลืมแล้วหรือ!"
"ฮึๆ ศิษย์ลุง ท่านพูดเล่นแล้วกระมัง"
หานเฟิงยิ้มเย็น เงื้อกระบี่ยาวในมือ กำลังจะฟันออกไป ทันใดนั้น ที่ไกลๆ มีเสียงหวีดหวิว พลันมียอดฝีมือพุ่งตรงมาทางนี้
หานเฟิงชะงัก เย่าเฉินเป็นเจ้าสำนักหอดาวตก ด้วยความสำคัญที่เซียนวายุมีต่อเย่าเฉิน จะไม่ส่งคนมาลอบคุ้มกันได้อย่างไร? ต่อให้เย่าเฉินจะมีฝีมือแข็งแกร่งก็เถอะ
หานเฟิงปรายตามองมู่กู่อย่างลึกซึ้ง หันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หม้อมารทมิฬในห้องปรุงยา ก็ไม่สนใจแล้ว
มู่กู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ในร่างกายมีเสียงดังเปรี๊ยะๆ ดุจสายฟ้า ใช้มหาเวทมารสลายร่าง ยอมลดระดับขั้นของตน เพื่อฟื้นคืนพลังบางส่วนอย่างฝืนธรรมชาติ วิ่งหนีไปในทิศทางตรงข้ามกับหานเฟิง หายวับไปในชั่วพริบตา...
ครู่ต่อมา ยอดฝีมือหลายคนร่อนลงในหุบเขา เห็นเพียงเถ้าถ่านเกลื่อนพื้น ต่อให้จินตนาการบรรเจิดแค่ไหน ก็ไม่มีทางรู้ว่า เถ้าถ่านบนพื้นนี้ คือเย่าเฉิน
"หรือว่าท่านเจ้าสำนักออกไปไล่ล่าผู้บุกรุกแล้ว?"
"เป็นไปได้ ท่านเจ้าสำนัก ฝีมือไร้เทียมทาน ฮึ พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่แหละ ดูแลหุบเขาแทนท่านเจ้าสำนัก"
ยอดฝีมือหลายคนมั่นใจในตัวเย่าเฉินเต็มเปี่ยม ต่างหามุมมืด ซ่อนตัวเฝ้ายาม
ทว่า ไม่มีใครสังเกตเห็น ในพงหญ้าไม่ไกลนัก แหวนวงหนึ่งที่ดูธรรมดา กำลังส่องแสงไฟสีขาวเรืองรอง แท้จริงแล้วคือเชื้อไฟของเพลิงเย็นวิญญาณกระดูก
หากใช้เนตรวิญญาณมอง ก็จะเห็นว่า กลางเชื้อไฟห่อหุ้มวิญญาณดวงหนึ่งไว้ นั่นคือเย่าเฉิน ทันใดนั้น ในห้องปรุงยาที่ห่างออกไป หม้อมารทมิฬพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นหมอกดำ ลอยตกลงไปในแหวนวงนี้ หายวับไปพร้อมกับเชื้อไฟเพลิงเย็นวิญญาณกระดูก
ครึ่งเดือนต่อมา...
ยอดฝีมือหอดาวตกที่เฝ้าอยู่ที่นี่เริ่มตื่นตระหนก เจ้าสำนักไม่กลับมา แม้แต่ศิษย์ของเจ้าสำนักก็ไร้ร่องรอย
รายงานเรื่องนี้ขึ้นไปด้วยความแตกตื่น หอดาวตกสั่นสะเทือน เซียนวายุโกรธเกรี้ยว ทั่วทั้งจงโจว ยิ่งบ้าคลั่ง!
หลายปีหลังจากนั้น... ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนตามหาข่าวคราวของเย่าเฉินไปทั่วทุกที่ ทว่า ไร้ผล
เหมือนกับการหายตัวไปของหานซานซานในปีนั้น เย่าเฉินก็หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิงนับแต่นั้น
วันหนึ่ง หญิงสาววัยกลางคนนางหนึ่ง มาที่หุบเขาแห่งนี้ นางคือหญิงสาวที่หานเฟิงเคยนัดพบลับๆ กลางดึกเมื่อหลายปีก่อน เวลานี้ นางแต่งงานมีสามี ข้างกายมีเด็กหญิงหน้าตาสดใสไร้เดียงสาติดตามมาด้วย
"ท่านแม่ เซียนโอสถที่ท่านเล่าในนิทาน อาศัยอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?"
หญิงสาววัยกลางคนยิ้ม ความทรงจำฉากแล้วฉากเล่าผุดขึ้นในใจ นางพยักหน้า ใช่แล้ว อยู่ที่นี่แหละ นางบอกกับตัวเองในใจ
ยามเป็นสาวรุ่น ไม่รู้ความ นึกว่านั่นคือความรัก พอย้อนนึกดู ช่างน่าขำ
พาลูกสาวเดินเล่นชมธรรมชาติ ทันใดนั้น ลูกสาวส่งเสียงหัวเราะด้วยความดีใจ
"ท่านแม่ ดูสิ ข้าเก็บของดีได้ด้วย"
แหวนวงหนึ่ง เปล่งประกายวิบวับในมือลูกสาว
"เอ้อ ถึงกับไม่มีสนิม วัสดุไม่เลวนี่นา เอ้อ ของดีจริงๆ ด้วย"
"ท่านแม่ ข้าขอเก็บไว้ได้ไหม?"
"ได้สิ มันเป็นของเจ้าแล้ว"
เด็กหญิงดีใจยกใหญ่ นับแต่นั้น ก็สวมแหวนห้อยคอไว้ตลอดเวลา
สิบปีต่อมา เด็กหญิงเติบใหญ่ นางที่ฝึกยุทธ์จนมีความสำเร็จ ค้นพบความลับของแหวน มันถึงกับช่วยเพิ่มการรับรู้ทางจิตวิญญาณได้ น่าเสียดายที่มีเพียงน้อยนิด และเมื่อวันเวลาผ่านไป ผลลัพธ์นี้ก็ค่อยๆ เสื่อมหาย
กาลเวลาไหลผ่าน แหวนวงหนึ่งเปลี่ยนมือ ไม่รู้ผ่านมือคนมากี่คน ทว่าวิญญาณดวงหนึ่งที่ซ่อนลึกอยู่ในแหวน กลับไม่เคยตื่นขึ้น
ฤดูผันผ่าน เวียนวนไม่รู้จบ
วันหนึ่ง ณ ส่วนลึกของแหวนที่มืดมิด วิญญาณที่หลับใหลพลันเกิดความเคลื่อนไหว พลังวิญญาณแปลกประหลาดสายหนึ่งถูกส่งเข้ามา ราวกับระลอกคลื่นที่กระเพื่อมไหวในทะเลสาบ
วิญญาณที่หลับใหลมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ตื่นขึ้นอย่างเงียบเชียบในเวลานี้ การรับรู้ทางวิญญาณของเขาแผ่ซ่านออกไป สำรวจออกนอกแหวน โลกภายนอก ปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเขาอีกครั้ง
และในขณะที่รับรู้ถึงโลกที่คุ้นเคย เขาก็ได้เห็นเจ้านายคนใหม่ของแหวนวงนี้ในปัจจุบัน
เป็นเด็กหนุ่มผมดำ มีดวงตาสีดำที่เป็นประกายราวกับดวงดาว
จากข้อมูลบางอย่างที่ได้จากการรับรู้ เด็กหนุ่มคนนี้ ดูเหมือนจะชื่อ เซียวเหยียน
ส่วนลึกของแหวน หลังจากสังเกตนิสัยของเด็กหนุ่มคนนี้อยู่นาน วิญญาณที่ยังคงอ่อนแออยู่บ้างก็ยิ้มออกมาบางๆ เด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะมีคลื่นวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง บางที อาจจะสอนเขาปรุงยา ให้เขาช่วยให้ตนเองกำเนิดใหม่ได้อีกครั้ง
"หวังว่าครั้งนี้ ตาข้าจะไม่บอดอีก"
ในความมืด วิญญาณดวงหนึ่งถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกลับสู่ความเงียบงัน
บางที เขาในเวลานี้อาจไม่รู้ว่า เขาได้สร้างตำนานขึ้นในชั่วความคิด เด็กหนุ่มที่ชื่อเซียวเหยียนคนนี้ ก็จะกลายเป็นความภาคภูมิใจชั่วชีวิตของเขาเช่นกัน
บางครั้ง ตำนาน ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจเช่นนี้แล




0 comments:
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น