📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)
บทที่ 11 คุณสมบัติแห่งศึกตัดสิน
ในสายตาของคนในตระกูล ผู้อาวุโสรองมักจะมีบรรยากาศอึมครึมอยู่เสมอ ไม่เคยมีใครเห็นเขายิ้มแย้ม แม้แต่ในงานมงคลสมรส หรือยามที่บุตรชายถือกำเนิด ใบหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉยราวกกับรูปสลัก รักษาอารมณ์เดิมไว้ตลอดกาล
แม้กระทั่งตอนที่ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโสรองของตระกูล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น่าจะทำให้ผู้คนลิงโลดด้วยความยินดี ใบหน้าของเย่าว่านฮวงก็ยังคงเป็นสีหน้าเดิม... ผู้คนต่างสงสัยว่า แม้แต่กับบุตรชายทั้งสองของเขา เขาก็คงไม่เคยยิ้มให้เห็น
ณ บริเวณที่เย่าเฟิงประจำอยู่ จู่ๆ ก็เกิดเสียงกึกก้องกัมปนาท เตาหลอมสั่นสะเทือนไม่หยุด เพลิงวายุเก้าอเวจีโอบล้อมเตาหลอมไว้อย่างแน่นหนา เนื่องจากระดับโอสถที่เย่าเฟิงกำลังหลอมนั้นสูงเกินไป ประกอบกับพลังทำลายล้างของเพลิงวายุเก้าอเวจี เตาหลอมที่สร้างจากเหล็กกล้าชั้นดีจึงไม่อาจทานทนไหว ปรากฏรอยร้าวขึ้นทีละสาย ทว่าเย่าเฟิงกลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาหยิบก้อนโลหะสีดำขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากแหวนบรรจุ ทันทีที่วัตถุนี้ปรากฏ ก็เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังกังวานในอากาศ
ศิลาทองคำหยกทมิฬ!
ภายนอกสนาม เหยียนเซียว ผู้อาวุโสจากตระกูลเหยียนแก้มกระตุกเล็กน้อย ศิลาทองคำหยกทมิฬนี้เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศระดับเจ็ดหมุนวนที่ใช้หลอมเป่าตานระดับเจ็ด แต่กลับนำมาให้เด็กหนุ่มใช้หลอมโอสถระดับสาม หรืออย่างมากก็ไม่เกินระดับห้าเชียวรึ?
ตระกูลเย่าช่างร่ำรวยมั่งคั่งสมคำร่ำลือ... การค้าขายโอสถผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวในใต้หล้า ในบรรดาแปดตระกูลบรรพกาล หากจะวัดกันที่กำลังทรัพย์ คงไม่มีใครเอาชนะตระกูลเย่าได้
"ที่กำลังจะหลอมนี้ หรือจะเป็นโอสถระดับสี่ โอสถสร้างกำเนิดหยกทมิฬ? สูตรยาที่ขาดหายไปนี้ ผู้อาวุโสว่านฮวงเติมเต็มจนสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อใด ไฉนไม่บอกกล่าวข้าสักคำ"
บนแท่นผู้อาวุโสตระกูลเย่า ผู้อาวุโสสูงสุดยิ้มบางๆ มองดูศิลาทองคำหยกทมิฬถูกเย่าเฟิงโยนลงไปในเตาหลอมอย่างไม่ลังเล ก่อนจะหันไปถามผู้อาวุโสรองเย่าว่านฮวง
"ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวเกินไปแล้ว สูตรยาที่ขาดหายไปนี้ไม่ใช่ข้าเป็นผู้เติมเต็ม แต่เป็นบุตรชายทั้งสองของข้าที่ร่วมมือกันทำสำเร็จ ข้าเพียงแค่ให้คำชี้แนะเล็กน้อยเท่านั้น"
เย่าว่านฮวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เย่าว่านหั่วชะงักไปครู่หนึ่ง "เย่าเฟิงกับเย่าว่านกุยร่วมกันเติมเต็มโอสถสร้างกำเนิดหยกทมิฬ! ใครเป็นแกนหลัก?"
"ย่อมเป็นว่านกุย แต่เฟิงเอ๋อร์เองก็มีข้อเสนอแนะที่ดี และมีความชอบในจุดสำคัญ"
คำพูดของเย่าว่านฮวงเป็นการบอกใบ้และเป็นการแลกเปลี่ยนในทีว่า เย่าเฟิงคุ้มค่าแก่การสนับสนุน และบุตรชายทั้งสองของเขาล้วนควรค่าแก่การส่งเสริม
เย่าว่านหั่วยังคงครุ่นคิด สุดท้ายก็กล่าวเพียงว่า "ในเมื่อเฟิงเอ๋อร์มีพรสวรรค์เช่นนี้ งานชุมนุมโอสถครานี้ คงไม่มีใครแย่งชิงกับเขาได้ สิ่งที่ควรเป็นของเขา ย่อมต้องเป็นของเขา"
"ได้ยินคำนี้จากผู้อาวุโสสูงสุด ข้าก็เบาใจ บุตรชายของข้าเย่าว่านฮวง หากไม่มีใครมาเล่นลูกไม้สกปรก ตำแหน่งผู้นำงานชุมนุมโอสถ ย่อมคว้ามาได้โดยง่าย"
สิ้นเสียงเย่าว่านฮวง ในเขตหลอมยาพลันเกิดแสงสีแดงระเบิดออก เป็นเย่าเฟิงนั่นเอง สองมือของเขากดออกไปไม่หยุด ชุดเคล็ดเก็บโอสถกระแทกใส่เตาหลอม แสงสีแดงที่พวยพุ่งออกมาจากเตานั้นคือนิมิตแห่งการเกิดโอสถ
พร้อมกับเคล็ดเก็บโอสถ เสียงระเบิดดังสนั่น เพลิงวายุเก้าอเวจีเลือนหายไป เย่าเฟิงชี้นิ้วสุดท้าย โอสถจวนจะเสร็จสมบูรณ์ เตาหลอมทั้งใบระเบิดแตกกระจาย แสงสีแดงเก้าจุดลอยเด่นอยู่กลางอากาศราวกับมีชีวิต แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ถูกเย่าเฟิงเก็บลงในขวดหยก
เย่าเฟิงทำสำเร็จ เพลิงวายุเก้าอเวจีถูกเก็บกลับคืน ศิษย์คนอื่นๆ โดยรอบต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ปรับเปลี่ยนสมาธิกลับมาจดจ่อกับการหลอมยาของตนอีกครั้ง
ผู้ที่หลอมยาเสร็จเป็นคนที่สองคือเย่าถง ดูเหมือนผลกระทบจากเพลิงวายุเก้าอเวจีจะไม่ได้ส่งผลต่อเขามากมายอย่างที่เห็นภายนอก เพียงหนึ่งก้านธูปต่อมา เขาก็ใช้ออกด้วยเคล็ดเก็บโอสถ ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง เตาหลอมแตกกระจายเช่นกัน โอสถห้าเม็ดที่เปล่งประกายสายฟ้าประหลาดถูกเก็บลงขวดทันที
หลังจากเย่าถง ก็มีคนทยอยหลอมยาเสร็จสิ้น วิถีการเก็บโอสถหลากสีสันปรากฏขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ในเขตหลอมยาราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนในเทศกาลที่มีแสงสีระเบิดออกไม่ขาดสาย สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อบรรดานักปรุงยาที่ยังหลอมไม่เสร็จ แสงสีที่ระเบิดออกสร้างการรบกวนมหาศาล ไม่ใช่แค่เสียงหรือภาพ แต่แรงกระเพื่อมจากการหลอมยาสำเร็จเหล่านั้นกระทบต่อจิตใจของนักปรุงยาคนอื่น ทำให้การรับรู้ทางวิญญาณต่อปฏิกิริยาในเตาหลอมไม่ชัดเจน หากเป็นเวลาปกติอาจใช้ประสบการณ์รับมือได้ แต่ในสถานการณ์นี้ ความตึงเครียดหรือความประมาทเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่ความล้มเหลว
ตูม... เมื่อคนแรกที่เตาระเบิดล้มเหลวปรากฏขึ้น ก็เหมือนกับอุปทานหมู่ ความล้มเหลวเกิดขึ้นตามมาติดๆ
หากไม่ใช่เตาระเบิด ก็กลายเป็นโอสถเสียยกเตา สายตาของฝูงชนต่างจ้องมองไปยังเย่าเฟิงที่หลอมเสร็จไปนานแล้วด้วยความขุ่นเคือง หากไม่ใช่เพราะเขาใช้เพลิงวายุเก้าอเวจีจนกระทบต่อสมาธิของพวกเขา ด้วยฝีมือระดับนี้ แม้จะไม่ติดแปดอันดับแรก แต่ก็คงไม่ถึงขั้นหลอมยาล้มเหลว
กว่าจะได้สิทธิ์เข้าร่วมงานชุมนุมโอสถมาอย่างยากลำบาก บทสรุปกลับเป็นความล้มเหลวอันน่าสังเวช นี่แทบจะเป็นการตกจากสวรรค์ลงสู่นรก เจ็บปวดที่สุด
เวลาผ่านไปรวดเร็วปานม้าขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง ในเขตหลอมยาเหลือคนยืนหยัดอยู่เพียงไม่กี่คน
"ป่านนี้แล้ว คนที่ยังหลอมไม่เสร็จก็ปรับแพ้ไปเลยเถอะ จะเสียเวลาไปไย" เย่าว่านฮวงกล่าวเสียงเย็น สำหรับงานชุมนุมโอสถ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก ทายาทสายเลือดตรงอย่างเขา จะไปเข้าใจความขัดสนของตระกูลสาขาที่ยากจน ที่พร้อมจะลงมือตบตีแย่งชิงกันเพียงเพื่อโอสถชะมดตรึงรากฐานสักเม็ดได้อย่างไร
เย่าว่านหั่วไม่ได้เอ่ยปาก ใบหน้าไร้อารมณ์ สำหรับศิษย์ที่ยังไม่เสร็จ เขาไม่ได้คาดหวังแต่ก็ไม่ได้ดูแคลน ล้วนเป็นยอดฝีมือ เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นยืนหยัดด้วยตัวเองได้ สายตาของเขาหมุนวน แล้วไปหยุดอยู่ที่เย่าเฉิน คิ้วคู่กระตุกเข้าหากันเล็กน้อย
เย่าเฉินในยามนี้ ราวกับหลุดพ้นจากโลกภายนอก พลังวิญญาณสายหนึ่งของเย่าว่านหั่วกวาดผ่าน แทรกซึมเข้าสู่เตาหลอมด้วยวิถีทางประหลาด ก็สัมผัสได้ว่าวัตถุดิบต่างๆ กำลังหลอมรวมกันด้วยจังหวะที่เชื่องช้าทว่าเปี่ยมด้วยท่วงทำนอง สิ่งเจือปนถูกขับออกมาทีละน้อย แต่ไม่ได้ถูกเปลวไฟแยกออกจากเตา กลับถูกแปรสภาพ รวมตัวกัน และก่อตัวเป็นการหลอมรวมชุดที่สอง
หนึ่งเตาสองโอสถ!
นี่คือพรสวรรค์ชนิดหนึ่งของนักปรุงยา ในเตาเดียวหลอมโอสถออกมามากกว่าสองชนิด และสรรพคุณทางยาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากมิใช่อัจฉริยะที่มีพลังรับรู้ทางวิญญาณน่าตระหนก ย่อมทำไม่ได้เด็ดขาด นี่ไม่ใช่สิ่งที่การเพียรฝึกฝนอย่างหนักเพียงอย่างเดียวจะทำได้
เพียงแต่ เย่าว่านหั่วแปลกใจเล็กน้อย วัตถุดิบเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดหายากเลย ล้วนเป็นวัตถุดิบธรรมดาที่ตระกูลจัดหาให้
และดูจากสภาพของเย่าเฉินตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้คิดจะใช้วัตถุดิบที่เตรียมมาอย่างดีด้วยซ้ำ
บนแท่นสูงอีกด้านหนึ่ง ไม่ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากนัก ผู้ที่นั่งอยู่ล้วนเป็นสตรี บ้างงดงามเย้ายวน บ้างบริสุทธิ์สดใส เสน่ห์ทุกรูปแบบของสตรีสามารถหาได้จากพวกนาง ทว่าในที่นั้นกลับไม่มีบุรุษใดกล้าใช้สายตามองตรงๆ ทำได้เพียงแอบชำเลืองมอง
กลิ่นอายอสูรจางๆ ลอยวนอยู่รอบกาย...
เผ่าอสูร!
และไม่ใช่เผ่าอสูรธรรมดา แต่เป็นเผ่าที่สืบทอดมาจากมหาปราชญ์อสูรท่านหนึ่ง
บางครั้ง วัตถุดิบวิเศษบางอย่างในการปรุงยา มนุษย์ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ จำเป็นต้องให้อสูรบางชนิดใช้ร่างกายหล่อเลี้ยงจึงจะเก็บเกี่ยวได้ เผ่าอสูรกลุ่มนี้ก็เป็นเช่นนั้น จึงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเย่าและแปดตระกูลบรรพกาล
แน่นอนว่า ปราชญ์อสูรที่มีพลังแกร่งกล้า คือหลักประกันที่แท้จริงของความสัมพันธ์ "อันดี" นี้
งานชุมนุมโอสถตระกูลเย่า ย่อมส่งคณะทูตมาชมดู
ที่นั่งประธานคือดรุณีน้อยนางหนึ่งที่มีผ้าคลุมหน้าปิดบัง รูปร่างอรชร ผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาคู่งามดั่งทะเลสาบใต้แสงจันทร์ ส่องประกายจับตา
"หยวนหยวน น่าเบื่อจังเลย เมื่อไหร่จะกลับได้อะ? ตระกูลเย่าไม่เห็นมีอะไรน่าสนุกเลย"
ดรุณีน้อยกะพริบตา ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยวาจาที่ทำให้บุรุษมัวเมา ทุกถ้อยคำราวกับมีมนต์สะกด แม้แต่สตรีข้างกายยังอดไม่ได้ที่จะหันมองด้วยความหลงใหล ในใจเหลือเพียงความรู้สึกเดียว คืออยากช่วยนางทำทุกอย่างที่นางปรารถนา
"อะแฮ่ม ท่านธิดาเทพ... ผู้เฒ่าแก่แล้ว โปรดอย่าใช้วิชาเนตรยั่วยวนของท่านเลย"
สตรีสูงวัยที่ถูกเรียกว่าหยวนหยวนดูจะไม่หลงกลง่ายๆ นางกลอกตาแล้วสอนสั่งว่า "หลังจบการชมงานวันนี้ ผู้เฒ่าจะส่งท่านธิดาเทพกลับแดนศักดิ์สิทธิ์ ดีหรือไม่?"
"ไม่เอา นานๆ ทีจะได้ออกมา..."
"งั้นก็อยู่ตระกูลเย่ากับผู้เฒ่าสักไม่กี่วัน รอจบงานชุมนุมโอสถ ค่อยเที่ยวเล่นระหว่างทางกลับ"
"ก็ได้... ช่วยไม่ได้นี่นะ ก็คงต้องอย่างนั้น"
ธิดาเทพกะพริบตา กวาดสายตามองไปทางเขตหลอมยาด้วยความเบื่อหน่าย นักปรุงยาเผ่ามนุษย์ ฟังดูน่าสนใจ แต่พอดูจริงๆ นอกจากน่าเบื่อ ก็คือแข็งทื่อ ไร้รสชาติที่สุด
คิดถึงตรงนี้ ธิดาเทพกะพริบตา สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่เย่าเฉิน ในใจครุ่นคิดว่า โดยเฉพาะเจ้านี่ ท่าทางแข็งทื่อเป็นไม้กระดาน แม้แต่วิญญาณก็ยังแข็งทื่อ เห็นแล้วน่าแกล้งชะมัด
อีกด้านหนึ่ง ศิษย์ที่หลอมยาสำเร็จแล้วต่างกลับมาที่เขตเตรียมตัว ผู้ชนะต่างมีสีหน้าเรียบเฉย จับกลุ่มคุยกันตามความสนิทสนม
เย่าเฟิงเป็นผู้นำกลุ่มสายเลือดตรง ทว่าข้างกายกลุ่มสายเลือดตรง ย่อมขาดไม่ได้ซึ่งศิษย์ตระกูลสาขาที่มาคอยประจบเอาใจ เย่าอวิ่นก็ติดตามอยู่ข้างๆ คอยส่งยิ้มเจื่อนๆ สายตาของเขามักจะชำเลืองมองไปทางเย่าเฉินที่ยังอยู่ในเขตหลอมยาเป็นระยะ
"ทำไม? ไม่เจ็บใจรึ?" เย่าเฟิงสังเกตเห็นสายตาของเย่าอวิ่น จึงเอ่ยถามเรียบๆ สำหรับเขา นี่เป็นหัวข้อฆ่าเวลา
เย่าอวิ่นก้มหน้า "ก็ไม่เชิง เพียงแต่คิดว่าแพ้ให้เจ้าหมอนั่น มันน่าอับอาย"
"หึหึ รู้จักอับอายแล้วจะมีความกล้า ดี แต่ว่าเย่าเฉินผู้นี้ ดวงดีจริงๆ ถูกรบกวนขนาดนี้แล้วยังไม่ระเบิดเตา ก็นับว่ามีดีอยู่บ้าง"
โรงเรียนตระกูลก็นับเป็นกลุ่มหนึ่ง หลี่เหยียนซิ่น จั่วหงเล่อ และคนอื่นๆ รวมตัวกัน แม้แต่เย่าถงก็ยังยืนอยู่ข้างๆ อย่างหาได้ยาก แต่เห็นได้ชัดว่ารักษาระยะห่างกับอีกเจ็ดคน การไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นเอกลักษณ์ของเย่าถงมาตลอด
จั่วหงเล่อเป็นพวกพูดมาก เมื่อหลอมยาสำเร็จก็วางใจ ดึงคนโน้นคนนี้คุยไม่หยุด ชี้ไม้ชี้มือ "เย่าเฟิงวางก้ามเกินไปแล้ว แต่ก็นะ เขาเป็นสายเลือดตรง มีต้นทุนนี่นา เล่นใช้ศิลาทองคำหยกทมิฬเลย หึหึ"
หลี่เหยียนซิ่นส่ายหน้า "โรคเข้าทางปาก ภัยออกจากปาก หุบปากเสียเถอะ ต่อให้เอาศิลาทองคำหยกทมิฬให้เจ้า เจ้ามีปัญญาใช้รึ?"
จั่วหงเล่อชะงัก หัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าวว่า "นั่นสิ วัตถุดิบระดับเจ็ดหมุนวนอย่างศิลาทองคำหยกทมิฬ ต่อให้ข้าได้มา ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร"
ประโยคนี้ทำเอาวงสนทนาเงียบกริบ
แม้ศิษย์ตระกูลเย่าจะเข้าโรงเรียนตระกูล แต่ตระกูลสาขาที่มีฝีมือจริงๆ มักจะเคี่ยวกร็าศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดด้วยตัวเอง พวกที่ไร้ศักยภาพถึงจะถูกส่งมาโรงเรียน
แปดขุนพลโรงเรียนตระกูล ฟังดูเหมือนเก่งกาจ แต่ความจริงแล้ว พื้นฐานทางบ้านของทุกคนล้วนธรรมดามาก
"เอ่อ ไม่รู้ว่าคราวนี้เย่าเฉินจะมีลูกไม้อะไรอีกไหมนะ"
จั่วหงเล่อก็คือจั่วหงเล่อ อดไม่ได้ พอวงเงียบก็หาเรื่องคุยใหม่
เย่าเฉิน สายตาของทุกคนหันไปทางเขตหลอมยา เย่าเฉินยังคงง่วนอยู่หน้าเตาหลอม ท่าทางดูซื่อบื้อ ผ่านไปตั้งนานถึงจะใส่สมุนไพรชิ้นเล็กๆ ลงไป แถมยังเป็นของธรรมดา เตาหลอมก็ดูไม่ร้อนไม่หนาว ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีโอสถวิเศษกำเนิดขึ้น
ยามโอสถวิเศษถือกำเนิด ย่อมต้องมีนิมิต หรือกระทั่งโอสถชั้นสูง ยามหลอมเสร็จถึงขั้นก่อกำเนิดจิตสำนึกได้ แม้จิตสำนึกจะเลือนราง แต่ยามออกจากเตาก็จะบินหนีตามสัญชาตญาณ จึงต้องใช้เคล็ดเก็บโอสถในการเก็บกู้
"ดูแล้ว ธรรมดามาก"
จั่วหงเล่อเบ้ปาก พูดตามตรงคือผิดหวัง เดิมทีนึกว่าโรงเรียนตระกูลจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นอีกคน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ สงสัยการประลองโรงเรียนตระกูลคงใช้ศักยภาพของเย่าเฉินไปจนหมดสิ้น ใครก็ตามที่ระเบิดพลังระดับมหาคุรุยุทธ์ออกมา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะฟื้นฟูในเวลาสั้นๆ แค่เดือนเดียว
"ตอนประลองโรงเรียนตระกูล ได้ยินว่าเย่าเฉินกินยาเพลิงม่วง ถึงระเบิดพลังระดับมหาคุรุยุทธ์ออกมาได้ ตอนนี้คงอยู่ในช่วงอ่อนแอละมั้ง เท่าที่ดู ไฟที่ใช้หลอมยายังอยู่แค่ระดับนักยุทธ์เก้าดาว ไม่ได้สูงกว่านั้น"
จั่วหงเล่อวิเคราะห์อย่างออกรส ศิษย์คนอื่นในโรงเรียนก็พยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้ข่าวลือเรื่องยาเพลิงม่วงมีผลต่อการทะลวงด่านกำลังแพร่สะพัด โอสถวิเศษเช่นนี้ หากผลข้างเคียงมีแค่หมดแรงสลบไสล ก็ถือว่าฝืนลิขิตสวรรค์แล้ว
"หึหึ ดูท่าเย่าเฉินคงไม่ใช่คู่แข่งแล้ว พวกเจ้าว่าแปดคนที่เข้ารอบชิง จะมีใครบ้าง นอกจากเย่าเฟิง..."
"พี่ถงของพวกเราต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน"
"ไม่ผิด ข้าว่าสายเลือดตรงยังมีอีกคน เย่าเฉิน..."
"ข้าว่า..."
ตูม!
จู่ๆ ในเขตหลอมยาก็เกิดเสียงดังสนั่นพร้อมแรงสั่นสะเทือนรุนแรง แม้จะมีค่ายกลยุทธ์กั้นขวาง ก็ยังรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้นดิน
ควันสีขาวหนาทึบปกคลุมทั่วเขตหลอมยาอย่างรวดเร็ว
"แย่แล้ว มีคนระเบิดเตาครั้งใหญ่"
"ไม่เป็นไรหรอก อย่าเห็นว่าข้างในเงียบเชียบ ความจริงศิษย์ทุกคนมียอดฝีมือของตระกูลคุ้มกันอยู่ ไม่เกิดเรื่องหรอก"
"แต่แบบนี้ น่าจะจบแล้วล่ะ"
การปรุงยา สิ่งที่ต้องการที่สุดคือความเงียบสงบ ตอนนี้ผ่านการระเบิดรุนแรงขนาดนี้ พวกที่ยังหลอมไม่เสร็จคงล้มเหลวกันหมดแล้ว
"ผู้อาวุโสสูงสุด ปลดค่ายกลยุทธ์เลยไหมขอรับ?" ศิษย์คนหนึ่งโค้งกายถามหน้าแท่นผู้อาวุโส เย่าว่านฮวงที่อยู่ข้างๆ เย่าว่านหั่วกล่าวเรียบๆ "ในเมื่อจบแล้ว ก็ปลดเถอะ"
"ขอรับ"
"ช้าก่อน ยังมีคนปรุงยาอยู่" ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสูงสุดก็สะบัดแขนเสื้อ ห้ามปรามไว้
"หืม?" เย่าว่านฮวงชะงัก จิตสัมผัสเคลื่อนไหว เจาะผ่านหมอกควันหนาทึบ ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังประหลาดสายหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางควันขาว
ตูม...
เสียงกึกก้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงกลับแตกต่างออกไป แฝงไว้ด้วยท่วงทำนองประหลาด ราวกับสอดประสานเข้ากับกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้
"ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว"
ผู้อาวุโสสูงสุดเย่าว่านหั่วยิ้มกว้าง พยักหน้าให้ศิษย์คนนั้น เป็นสัญญาณว่าปลดค่ายกลยุทธ์ผนึกได้
ค่ายกลยุทธ์ค่อยๆ คลายออก ควันหนาในเขตหลอมยาสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มองเห็นเงาร่างเลือนรางบิดเบี้ยวไปมาในฝุ่นควัน ก่อนจะหายวับไป เป็นยอดฝีมือของตระกูลที่ลงมือสะกดแรงระเบิดเตาครั้งใหญ่ รักษาชีวิตศิษย์ที่ยังอยู่ในเขตหลอมยาเอาไว้ได้ เห็นเพียงศิษย์ไม่กี่คนนั่งอยู่บนพื้น สีหน้ายังตื่นตระหนกไม่หาย
เย่าเฉินก็นั่งอยู่บนพื้นเช่นกัน ที่ต่างออกไปคือสีหน้าของเย่าเฉินดูกึ่งยิ้มกึ่งเศร้า ในมือยังกำขวดหยกแน่น เห็นได้ชัดว่าในจังหวะที่อันตรายที่สุดเมื่อครู่ เขาหลอมยาเสร็จและเก็บโอสถได้สำเร็จ
เพียงแต่ไม่มีใครดูทันว่าเขาหลอมโอสถอะไรออกมา พอดีกับช่วงสำคัญดันมีคนหลอมยาพลาดจนเตาระเบิดใหญ่โต ไม่ใช่แค่ควันโขมงบังตา แม้แต่จิตสัมผัสของเหล่าผู้อาวุโสก็ยังถูกแรงสั่นสะเทือนรบกวนจนดูไม่ชัด
"เย่าเฉิน นี่คือโอสถที่เจ้าหลอมรึ?"
เวลานี้ ย่อมมีทหารตระกูลเข้ามาต้อนรับ นำโอสถส่งไปยังแท่นผู้อาวุโส เพื่อให้เหล่าผู้อาวุโสตรวจสอบและตัดสินรายชื่อแปดคนสุดท้ายในรอบชิง
เย่าเฉินเพิ่งได้สติ สูดหายใจลึก พยักหน้าตอบทหารตระกูลที่เข้ามาถาม "ใช่ครับ รบกวนด้วย"
"ไม่ต้องเกรงใจ" ทหารตระกูลยิ้มบางๆ รับขวดกระเบื้องไป ติดป้ายชื่อเย่าเฉิน แล้วนำส่งไปยังหน้าแท่นผู้อาวุโสท่ามกลางสายตาของทุกคน
นี่คือการตรวจสอบโอสถสดๆ และในตระกูลเย่า นักปรุงยาที่ฝีมือเลิศล้ำที่สุด รวมถึงประมุขตระกูลเย่าตาน ล้วนร่วมในการตรวจสอบ นี่คือความยุติธรรมที่สุด
การจะรักษาความแข็งแกร่งของสายเลือดตรง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความลำเอียง แต่ต้องเข้าใจสักเรื่อง ตระกูลเย่ามีประวัติยาวนาน กิ่งก้านสาขาใหญ่โตมหาศาล ลำพังตระกูลสาขาแซ่เย่าก็มีนับร้อย ยังไม่นับตระกูลย่อยอีกนับไม่ถ้วน และตระกูลดองญาติอีกสารพัด ขุมกำลังต่างๆ รวมตัวกันเป็นก้อน ถึงจะเป็นตระกูลเย่าที่แท้จริง ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากไม่อยากให้ตระกูลวุ่นวาย ก็จำเป็นต้องมีความยุติธรรม อย่างน้อยก็ในบางด้าน
และงานชุมนุมโอสถ โดยรวมแล้วก็คือภาพสะท้อนของความยุติธรรมนี้ ศิลาจารึกตระกูลก็เช่นกัน
แน่นอน สายเลือดตรงย่อมมีความไม่ยุติธรรมแฝงอยู่ใน "ความยุติธรรม" เหล่านี้ เช่น เย่าเฟิงที่หยิบศิลาทองคำหยกทมิฬ วัตถุดิบระดับเจ็ดหมุนวนออกมาใช้ได้ง่ายๆ นี่ใช่สิ่งที่ตระกูลสาขาจะมีปัญญาหามาหรือ? นี่คือความไม่เท่าเทียม แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่ทุกคนยอมรับและทำเป็นมองไม่เห็น
แต่การตรวจสอบโอสถ คือหลักประกันแห่งความยุติธรรมสัมบูรณ์ ตั้งแต่ประมุขจนถึงผู้อาวุโสโรงเรียนตระกูล ล้วนมีสิทธิ์มีเสียง งานชุมนุมโอสถจึงกลายเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ในใจคนตระกูลเย่าทุกคน!
แม้แต่ประมุขยังร่วมด้วย ความเร็วในการตรวจสอบจึงรวดเร็วมาก ถึงอย่างไรก็เป็นแค่โอสถต่ำกว่าระดับห้า ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ยังเป็นแค่คนรุ่นใหม่
เวลานี้ ใต้แท่นเงียบกริบไร้เสียง เป็นช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ เห็นเพียงบนแท่นผู้อาวุโส ประมุข ผู้อาวุโส และผู้อาวุโสอาวุโสเริ่มสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดูเหมือนจะถึงช่วงตัดสินลำดับสุดท้ายแล้ว
เย่าเฉินรอคอยอย่างเงียบงัน เวลาไม่เคยยาวนานและทรมานเท่านี้มาก่อน
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสูงสุดก็ลุกขึ้นมา แต่ประมุขเย่าตานกลับหันหลัง พลิ้วกายหายไปไร้ร่องรอย
เย่าเฉินใจหายวาบ รู้ว่าช่วงเวลาสุดท้ายมาถึงแล้ว
พูดตามตรง เย่าเฉินไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย เขาพยายามถึงที่สุดแล้ว ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ความแข็งแกร่งของคู่แข่งนั้นไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะเพลิงวายุเก้าอเวจีของเย่าเฟิง เกือบทำให้เขาเสียสมาธิ แม้จะกู้สถานการณ์กลับมาได้ แต่ผลกระทบก็ยังมีอยู่
"พี่เฉิน เป็นไงบ้าง? เมื่อกี้ข้าแทบช็อกตาย เตาระเบิดใหญ่เลยนะ!" หลัวซู่ เจ้าหมอนี่มุดมาจากข้างๆ กระซิบถาม
"ข้าไม่เป็นไร" เย่าเฉินส่ายหน้า การระเบิดไม่ได้กระทบเขามากนัก
"หึหึ พี่เฉินอย่าเพิ่งท้อ เดี๋ยวข้าพาไปกินข้าวร้านอร่อย" ได้ยินเย่าเฉินบอกว่า "ไม่เป็นไร" หลัวซู่ก็พ่นลมหายใจ เหมาเอาเองว่าผลงานเย่าเฉินคงธรรมดา หรืออาจจะแย่ ถึงได้ตบอกรับประกันเช่นนั้น
เย่าเฉินยิ้ม ในใจรู้สึกซาบซึ้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เวลานั้น ผู้อาวุโสสูงสุดเย่าว่านหั่วยืนนิ่งแล้ว กล่าวว่า "รอบคัดเลือกงานชุมนุมโอสถจบลงอย่างสมบูรณ์ บัดนี้จะประกาศรายชื่อผู้เข้าสู่รอบตัดสิน"
"อันดับหนึ่ง เย่าเฟิง ได้รับแต่งตั้งยศนักปรุงยาระดับสี่"
"อันดับสอง เย่าถง ได้รับแต่งตั้งยศนักปรุงยาระดับสี่"
"อันดับสาม เจิงโหลว ได้รับแต่งตั้งยศนักปรุงยาระดับสาม"
รายชื่อถูกขานทีละคน พร้อมมอบยศนักปรุงยาอย่างเป็นทางการ ยศนี้ต่างจากสมาคมนักปรุงยาภายนอก เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและพลังฝีมือในตระกูล ไม่ใช่ใครก็จะได้มา และเห็นได้ชัดว่า นักปรุงยาระดับสามของตระกูลเย่า แข็งแกร่งกว่าสมาคมนักปรุงยาที่แพร่หลายอยู่ภายนอกตระกูลมากกว่าหนึ่งขั้นครึ่ง
"อันดับแปด เย่าเฉิน..."
เย่าว่านหั่วอ่านถึงตรงนี้ สายตาหยุดอยู่ที่เย่าเฉินครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "แปดอันดับแรกกำหนดแล้ว ส่วนเรื่องโอสถ จะประกาศขึ้นป้ายในตอนเย็น ทั้งแปดคน อีกสามวันคือรอบชิงชนะเลิศ โปรดเตรียมตัวให้พร้อม" กล่าวจบ เย่าว่านหั่วก็เก็บม้วนเอกสารในมือ แล้วหันหลังกลับไปนั่ง เป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่ของเขา ต่อจากนี้จะมีผู้อาวุโสท่านอื่นมาดำเนินการต่อ ผู้อาวุโสเหล่านี้ล้วนเป็นปูชนียบุคคลของตระกูล จะให้ว่างงานตลอดก็ไม่ได้ และก็ถึงเวลาที่ต้องรับศิษย์สืบทอดวิชา การคัดเลือกศิษย์จากผู้ที่ไม่ติดแปดอันดับแรกก็นับเป็นเรื่องดี
ใต้แท่นเกิดเสียงฮือฮา ข่าวเรื่องยาเพลิงม่วงยังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ คนในตระกูลส่วนใหญ่ย่อมไม่รู้ ต่างพากันวิจารณ์ว่าเย่าเฉินอันดับแปดคือใคร มาจากไหน ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือจะเป็นไม้ตายลับที่บ้านไหนเลี้ยงไว้?
เย่าเฟิงยิ้มบางๆ ชำเลืองมองเย่าอวิ่น "ดูท่าจะน่าสนุกขึ้นแล้วสิ"
หน้าของเย่าอวิ่นซีดเผือด เส้นเลือดปูดโป่งที่สองมือ ความเกลียดชังในแววตาปิดยังไงก็ไม่มิด
อีกด้านหนึ่ง เจ้าอ้วนหลัวซู่พอได้ยินชื่อเย่าเฉิน ขาก็สะดุดแทบหัวทิ่มกับพื้น ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง อะไรนะ? เย่าเฉินติดแปดอันดับแรก
"นี่ เข้าใจผิดหรือเปล่า? หรือข้าหูฝาด พี่เฉิน ไม่ได้จะว่านะ แต่ฟอร์มพี่เมื่อกี้ ดูไม่มีแววจะติดอันดับเลยนะ จริงๆ แล้วรู้สึกว่ามีกลิ่นไหม้นิดๆ ด้วยซ้ำ"
"ไหม้หัวแกสิ" เย่าเฉินส่ายหน้า แต่กลิ่นไหม้ก็ช่วยไม่ได้ จนถึงขั้นตอนสุดท้าย ถูกรบกวนไปตั้งเท่าไหร่? แถมยังมีเตาระเบิดครั้งใหญ่ แรงสั่นสะเทือนและพลังทำลายล้าง แม้จะมียอดฝีมือตระกูลมากันไว้ แต่การรบกวนนี้ก็เหมือนกับตอนกำลังฝันดีแล้วมีคนมากรี๊ดใส่หู
แต่ถึงจะทุลักทุเลหน่อย ก็ทำสำเร็จ แถมยังติดโผแปดคนสุดท้าย
ทันใดนั้น หลัวซู่ก็ตบมือร้องเสียงประหลาด "ไม่ถูกต้องสิ ทำไมไม่มียศนักปรุงยาแต่งตั้งให้พี่ล่ะ?"
เย่าเฉินขมวดคิ้ว เขาเองก็ไม่เข้าใจ เจ็ดอันดับแรกอย่างน้อยก็ได้ยศระดับสอง ยศนี้ไม่ใช่เรียกเท่ๆ แต่ละเดือนเบิกทรัพยากรจากคลังตระกูลได้ไม่น้อย แถมยังเซ็นเชื่อวัตถุดิบปรุงยาต่ำกว่าสามหมุนวนได้อีก
เขากลับไม่ได้อะไรเลย หรือโอสถที่ได้จะมีปัญหา? ถ้าไม่มีปัญหา ทำไมถึงไม่ได้ยศนักปรุงยา? คิดยังไงก็ไม่ตก
แต่เย่าเฉินเป็นคนปล่อยวางง่าย ผ่านไปครู่เดียวก็เลิกสนใจ หันไปหาหลัวซู่ "ไปกันเถอะ"
"ไปไหน?" หลัวซู่กะพริบตาปริบๆ
"ก็ไปกินของอร่อยไง เมื่อกี้ตกลงกันแล้ว—เจ้าเลี้ยง"
"พี่ได้ที่แปด พี่ย่อมต้องเลี้ยงสิ"
"ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ เจ้าเลี้ยง"
"ชิ ข้าเป็นคนอ้วน คืนคำแล้วจะอ้วน (ผิดคำพูด) ไม่นับเป็นลูกผู้ชายก็ได้ พี่เลี้ยง"




0 comments:
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น