🔥 Note: !!!!! อ่านเลย!

ตำนานเย่าเฉิน (Side Story) : บทที่ 10 ศึกแรกงานชุมนุมโอสถ

ภาพปก

📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)

บทที่ 10 ศึกแรกงานชุมนุมโอสถ

คนที่วิ่งมาพร้อมหลัวซู่ คือเย่าเฉิน

แต่สภาพดูย่ำแย่ หน้าซีดเซียวเหมือนคนป่วย

"เย่าเฉินมาแล้ว ฮ่ะฮ่ะ" มีคนจำได้ตะโกนขึ้น

ดีกรีที่หนึ่งสำนักศึกษา เจ้าของโอสถเพลิงม่วง เรียกความสนใจได้ทันที

แต่คนที่ไม่รู้จัก มองด้วยความแปลกใจ

"หือ? นี่น่ะเหรอเย่าเฉิน?"

"ที่หนึ่งสำนักศึกษา สภาพนี้?"

"ดูขี้โรคชอบกล... หรือหนึ่งเดือนมานี้ไปรักษาตัว?"

"เป็นไปได้ พลังแค่ผู้ฝึกยุทธ์เก้าดาว ได้ที่หนึ่งสำนักศึกษา ถ้าบอกว่าไม่มีลูกเล่น ผีที่ไหนจะเชื่อ"

"ตอนนั้นเห็นว่าหมดแรง ตอนนี้ดูทรงแล้วคงไม่ได้มาเล่นๆ"

"ถ้าเป็นข้า สภาพนี้ไม่มาหรอก เก็บความลึกลับไว้ดีกว่า มางานชุมนุมสภาพนี้ขายขี้หน้าเปล่าๆ"

เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ บางคนจงใจพูดดังๆ เรียกเสียงหัวเราะ เย่าเฉินสภาพนี้ดูเหมือนตัวตลกจริงๆ

เย่าเฉินทำหูทวนลม ป่วยเหรอ? ก็ใช่ สภาพไม่ดี แต่ความมั่นใจในงานชุมนุมยังมี ไม่เต็มร้อย แต่เจ็ดแปดส่วนมีแน่

หลัวซู่แก้มกระตุก คำพูดคนอื่นฟังแล้วเจ็บจี๊ด แต่ในใจก็คิดว่าพี่เฉินเล่นใหญ่ไปหน่อย ปิดด่านดีอยู่หรอก แต่ปิดจนสภาพดูไม่ได้ จะหาคำปลอบใจยังนึกไม่ออก

สุดท้ายได้แค่ "พี่เฉินสู้ๆ ข้าเชียร์พี่" เชียร์ก็ส่วนเชียร์ แต่ความหวังริบหรี่

เย่าเฉินยิ้ม เดินฝ่าเสียงหัวเราะเข้าโซนเตรียมตัว ที่นั่นมีศิษย์ตระกูลเย่านับร้อยรออยู่

สำนักศึกษามีแค่แปดที่ แต่สายตระกูลอื่นก็มีโควตา ตระกูลเย่าใหญ่มาก บีบยังไงผู้เข้าร่วมก็เป็นร้อย นี่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ รุ่นใหม่ที่มาอย่างน้อยต้องเป็นคุรุยุทธ์... ยกเว้นเย่าเฉิน แต่เขามีทักษะระเบิดพลังก็นับว่ามีพลังระดับคุรุยุทธ์

ตระกูลบรรพกาล การมีทายาทสืบทอดคือรากฐานความมั่นคง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ต้องแข็งแกร่ง ถึงจะข่มขวัญศัตรูได้

เย่าเฉินเดินไปมุมห้อง กำลังจะนั่งลง เสียงหัวเราะดังขึ้น "เย่าเฉิน สภาพนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมคาเตาหรอก?"

เย่าเฉินหัวเราะ "ก็อาจจะ"

จั่วหงเล่อกะพริบตา กระซิบข้างหู "เย่าเฟิงกะจะเชือดไก่ให้ลิงดู เจ้ารู้ใช่ไหม?"

"เจ้าคุยกับข้าแบบนี้ ไม่กลัวเขาเล็งเจ้าแทนเหรอ?"

จั่วหงเล่อลูบจมูก "ถ้าข้าบอกว่ามาสืบความลับให้เขาล่ะ?"

"ฮะฮ่ะ ให้เกียรติกันเกินไปแล้ว รับรองไม่ทำให้ผิดหวัง"

"มีความคิด ไม่ว่าเป็นไง ข้าชอบเจ้า ขอให้โชคดี"

"เช่นกัน"

"แต่ข้าสงสัย เจ้าจะปรุงยาอะไร? โอสถเพลิงม่วงก็ดี แต่ในงานชุมนุม โอสถระดับสาม พูดตรงๆ นะ กระจอกไปหน่อย"

จั่วหงเล่อสงสัยจริงๆ มุขเดิมใช้ซ้ำไม่ได้ผล แต่ไม่รู้ทำไม เห็นหน้าซีดๆ ของเย่าเฉิน สัญชาตญาณบอกว่าหมอนี่ต้องก่อเรื่องอีกแน่ สัญชาตญาณเขาแม่นเสมอ

"เดี๋ยวก็รู้"

ความมั่นใจของเย่าเฉินยิ่งทำให้จั่วหงเล่อสงสัย แต่ดูยังไงสภาพนี้ก็ทรงบ๊วยชัดๆ

ทันใดนั้น บนเวทีอาวุโส ประมุขเย่าตานลุกขึ้นยืน กล่าวให้โอวาทตามธรรมเนียม โชว์บารมีประมุข แล้วนั่งลง ปล่อยให้อาวุโสใหญ่เย่าว่านหั่วดำเนินการต่อ

เย่าว่านหั่วสายตาดุจเหยี่ยว กวาดมองศิษย์ทุกคน เสียงทรงพลังดังขึ้น "พวกเจ้าคืออนาคตของตระกูล หวังว่าจะทุ่มเทเต็มที่... อีกอย่าง มีข่าวดี ผู้ชนะเลิศครั้งนี้ จะมีโอกาสได้กราบประมุขเป็นอาจารย์ และเปิดคลังตระกูลชั้นปฐพี ให้เลือกทักษะยุทธ์ระดับปฐพีได้หนึ่งอย่าง"

ตูม...

เสียงเฮลั่นทุ่ง!

ทุกปีมีรางวัลล่อใจ ปกติก็อาวุธวิเศษกับทักษะระดับลึกลับ แต่ปีนี้... รางวัลมันบ้าไปแล้ว!

ทักษะระดับปฐพียังพอว่า แต่การได้เป็นศิษย์ท่านประมุข คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนคลั่ง!

ประมุขเย่าตาน ทั้งพลังยุทธ์และการปรุงยาคือที่สุด ศิษย์หน้าห้องมีแค่คนเดียว คืออาวุโสใหญ่เย่าว่านหั่ว

เล่าลือกันว่า เย่าว่านหั่วก่อนกราบอาจารย์ พรสวรรค์แค่ระดับกลางค่อนสูง แต่ท่านประมุขขัดเกลาแค่ปีเดียว ก็แซงหน้าอัจฉริยะทุกคน จนเป็นอาวุโสใหญ่ระดับเซียนยุทธ์ในปัจจุบัน

เป็นศิษย์ท่านประมุข อาจไม่เก่งเท่าเย่าว่านหั่ว แต่ต้นทุนสูงลิ่ว ศักดิ์ศรีคือศิษย์น้องอาวุโสใหญ่ อนาคตคืออาวุโสหลัก ไม่ใช่แค่อาวุโสกระจอกๆ แบบดูแลสำนักศึกษาหรือดูแลกิจการภายนอก

แต่เนื้อแท้คือความสามารถในการปั้นดินให้เป็นดาวของท่านประมุข เป็นศิษย์ท่าน ถ้าไม่โง่ดักดาน อนาคตเป็นเซียนยุทธ์แน่นอน!

ในโซนเตรียมตัว แววตาทุกคนลุกโชน เย่าถงที่นิ่งมาตลอด รอยยิ้มหายไป มองไปที่เย่าเฟิง

สัมผัสสายตาเย่าถง เย่าเฟิงยังคงยิ้มเยาะ มีไฟก็ดี แต่มีประโยชน์ไหม?

พลังคือพลัง ลับมีดหน้างานมันก็แค่ดูดี

ทักษะระดับปฐพี ศิษย์ท่านประมุข เป็นของเขาแน่ อันที่จริง เขารู้ข่าวนี้มานานแล้ว

พี่ชายใหญ่คุมหอลงทัณฑ์ พ่อเป็นอาวุโสสองรองจากเย่าว่านหั่ว คุมการค้ากับภายนอก อำนาจล้นมือ ข่าวในตระกูลไม่มีทางรอดหูตาบ้านสายนี้

เย่าเฟิงคิดเข้าข้างตัวเองว่า ที่ท่านประมุขประกาศรับศิษย์ ก็เพราะเล็งเห็นพรสวรรค์ของเขา ในรุ่นนี้ นอกจากเขาแล้วมีใคร? เย่าถงไม่ใช่คู่มือ เย่าเฉินยิ่งเป็นอากาศธาตุ

ส่วนคนอื่น ก็แค่ระดับครึ่งๆ กลางๆ ของเย่าถง จะเอาอะไรมาสู้ เขาขอส่งคำเดียวให้... "ละอ่อน"

เย่าเฉินหน้าแดงระเรื่อ ตื่นเต้นจนเลือดสูบฉีด พ่อเคยบอกว่า คนที่ยุติธรรมที่สุดในตระกูลคืออาวุโสใหญ่เย่าว่านหั่ว และคนที่ปั้นเย่าว่านหั่วก็คือท่านประมุขเย่าตาน ในสายตาพ่อ ท่านประมุขคือเทพเจ้า

เย่าเฉินซึมซับมาแต่เด็ก หากได้เป็นศิษย์ท่านประมุข แม้แต่ศิษย์สายนอก...

ไม่สิ อย่าว่าแต่ท่านประมุข แค่เป็นศิษย์สายนอกของอาวุโสใหญ่ว่านหั่ว ก็วิเศษที่สุดแล้ว พ่อรู้คงภูมิใจ

"แสดงพรสวรรค์ของพวกเจ้า พิสูจน์ความแข็งแกร่งให้คนในตระกูลเห็น ตอนนี้ ประจำที่ นี่คืองานของพวกเจ้า!" สิ้นเสียงอาวุโสใหญ่ เสียงปืนใหญ่ดังตูม พลุไฟพุ่งขึ้นฟ้า ระเบิดกระจาย งดงามแม้ในเวลากลางวัน สัญญาณเปิดงานเริ่มขึ้นแล้ว

ผู้เข้าแข่งขันนับร้อยยืนตรง ตั้งแถวตามการนำของทหาร เดินเข้าสู่ลานปรุงยา

เย่าเฉินสีหน้าเคร่งขรึม นี่คือช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ของทั้งตระกูลและของเขา

ศึกเปิดสนาม คือศึกพิธีกรรม ตัดสินแปดคนสุดท้ายเข้าชิง ศัตรูคือยอดฝีมือนับร้อย ใครก็อาจเข้าวิน กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของตระกูล ได้รับการฟูมฟัก คนที่เหลือแม้จะได้ทรัพยากรบ้าง แต่เทียบกับตัวท็อปแล้วคนละโลก

เย่าเฉินหาที่ของตัวเองเจอ มุมสุด บนโต๊ะมีป้ายชื่อ

ยืนปุ๊บ เสียงครืนดังมาจากท้องฟ้า แสงสว่างกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ ค่ายกลปิดตายเขตปรุงยาทำงาน

งานเริ่มอย่างเป็นทางการ

ทุกคนขยับตัวรวดเร็ว

เย่าเฉินหยิบแหวนมิติ ส่งพลังปราณเข้าไป สัมผัสวิญญาณตรวจสอบวัตถุดิบ

ส่วนใหญ่เป็นของธรรมดา มีของหายากนิดหน่อยแต่ปริมาณน้อยมาก ใช้เป็นตัวยาหลักไม่ได้ แค่ใช้เสริมฤทธิ์ เย่าเฉินถอนหายใจ ถ้าใช้ของพวกนี้ปรุงยา ก็ได้แค่ยาธรรมดาระดับสูง ไปขายข้างนอกอาจแย่งกันตาย แต่ที่นี่ตระกูลเย่า คิดจะใช้ยาธรรมดาเอาชนะหัวกะทินับร้อย... ฝันกลางวัน

เย่าเฉินเงยหน้ามองรอบๆ หลายคนเริ่มเดินพลัง จุดไฟเตาหลอม หยิบวัตถุดิบหายากที่เตรียมมาเองออกมา เห็นชัดว่ากะเทหมดหน้าตัก

เย่าเฉินขมวดคิ้ว ใช้ของดีตอนนี้ รอบชิงจะใช้อะไร?

ตระกูลสาขาไม่เหมือนสายเลือดหลัก ใช้เวลาหลายปีรวบรวมของได้แค่ชุดเดียว จะเอาเพิ่มต้องเป็นตระกูลสาขาที่มีอำนาจ

เย่าเฉินแค่วัตถุดิบชุดเดียวยังไม่พอ ตอนนี้ของที่เขาใช้ได้ มีแค่ที่ตระกูลจัดให้

นอกค่ายกล สามพ่อลูกตระกูลหลัวยืนจ้องตาเขม็ง หลัวปิงมองลูกคนเล็กอย่างระอา "เย่าเฉินเป็นอะไรไป? ไม่เจอน้าชิงเหรอ?"

ผ่านรอบคัดเลือกไหมไม่สำคัญ ที่สำคัญคือแสดงศักยภาพ พรสวรรค์ พลัง บวกบารมีงานชุมนุม ไม่ต้องกลัวว่าตระกูลจะไม่หนุน

ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ ถ้าตระกูลดัน อนาคตไกลลิบ หลัวซู่มองว่านี่คือสิ่งที่เย่าเฉินควรทำ ส่วนเรื่องชนะเลิศ สลักชื่อบนศิลาจารึก... อย่าไปคิดเลย

หลัวซู่เกาหัว "ไม่รู้ฮะ ไม่เจอน้าชิง เจอแต่พี่เฉินเพิ่งออกจากด่าน สภาพนั้น... สงสัยฝึกหนักไปมั้ง?"

หลัวปิงส่ายหน้า แววตาไหววูบเหมือนรู้ว่าเย่าชิงไปไหน แต่ไม่พูดต่อหน้าลูก

ตูม!

ทันใดนั้น ค่ายกลปิดตายเขตปรุงยาสั่นสะเทือน เสียงประหลาดดังขึ้น ไม่ดังเข้าไปข้างใน แต่คนข้างนอกได้ยินเสียงกัมปนาท

"เพลิงวิเศษ! เพลิงวายุเก้าอเวจี!"

บนอัฒจันทร์ แขกเหรื่อจากขุมกำลังต่างๆ หน้าเปลี่ยนสี

อาวุโสเหยียนเซียวแห่งเผ่าอัคคี สายตาคมกริบ ถามศิษย์ฝ่ายข่าวกรอง "คนนั้นใคร?"

เผ่าอัคคีเชี่ยวชาญไฟ มีเพลิงวิเศษสามชนิด จึงไวต่อตระกูลเย่าที่เล่นไฟเหมือนกัน ตระกูลเย่ามีเพลิงวิเศษสองชนิด เพลิงวายุเก้าอเวจี และเพลิงดินเต่ามังกร เพราะเพลิงวิเศษ สองเผ่านี้กระทบกระทั่งกันบ่อย

"เรียนอาวุโส เขาชื่อเย่าเฟิง อายุสิบเจ็ด สายเลือดหลักสายที่หนึ่ง น้องชายของเย่าว่านกุย หัวหน้าหอลงทัณฑ์"

"หือ? น้องชายเย่าว่านกุย? สิบเจ็ดปี คุมเพลิงวายุเก้าอเวจีได้... ไม่สิ ไม่ใช่การควบคุมสมบูรณ์ แต่ยืมพลังมาโดยใช้โอสถ ยังปราบพยศไม่ได้ แค่ยืมมาใช้"

เผ่าอัคคีคือต้นตำรับเล่นไฟ มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง แม้จะยืมมา แต่แก่นพลังคือเพลิงวิเศษของจริง ใช้ฆ่าคนอาจยังไม่ถึงขั้น แต่ใช้ปรุงยาคือเหมาะสมที่สุด พลังที่ยืมมาไม่รุนแรงเกินไป ควบคุมง่ายแม้พลังยุทธ์ไม่ถึง

เหยียนเซียวไม่สนใครชนะ สนแค่จะแลกยาจากตระกูลเย่า แต่ตระกูลเย่ามีวิธีให้เด็กสิบเจ็ดยืมพลังเพลิงวิเศษ...

เหยียนเซียวมองเย่าเฟิงด้วยสายตาจริงจังขึ้น

เย่าเฟิงสองมือประสาน เกิดเสียงลมพัดอื้ออึง เปลวเพลิงสีเทาพุ่งจากฝ่ามือลงสู่เตาหลอม เปลวไฟเหมือนมีชีวิต วนรอบเตา เกิดเสียง "วู่วู่วู่วู่" แปลกประหลาด เสียงไม่ดัง แต่ดังหวีดหวิวเข้าไปในใจคน ฟังแล้วหงุดหงิดงุ่นง่าน

เย่าเฉินเพิ่งจุดไฟด้วยวิชาสามบุปผารวมไฟ หูได้ยินเสียงลมจากเพลิงวายุ จู่ๆ จิตใจก็ร้อนรุ่ม เกือบเสียการควบคุมไฟในเตา

"เพลิงวายุเก้าอเวจี!" ตระกูลมีเพลิงวิเศษสองชนิดเป็นความลับที่รู้กันทั่ว แต่ไม่ใช่ใครจะปราบมันได้ เพลิงวิเศษมีศักดิ์ศรี มีนิสัย เพลิงวายุเก้าอเวจีเกิดในเหวลึกสุดขั้ว ก่อตัวในพายุลมกรดหยิน ดูดกลืนวิญญาณมานับไม่ถ้วน จนเกิดสติปัญญา ยากจะสยบ

แต่ตอนนี้ มีคนใช้เพลิงวายุเก้าอเวจีในงานชุมนุม!

ความมั่นใจของผู้เข้าแข่งขันหลายคนพังทลาย เจอเพลิงวิเศษจะเอาอะไรไปสู้?

เพลิงวิเศษคือนิยายปรัมปราของนักปรุงยา ใครมีคือยอดคน ไม่มีข้อยกเว้น

จิตใจเย่าเฉินปั่นป่วน เสียงวู่วู่ดังในหู หงุดหงิด อยากยอมแพ้ไปให้พ้นๆ

เตรียมตัวมาแค่ไหน เจอเพลิงวิเศษก็จบ จะเอาอะไรไปสู้ เป้าหมายคือ...

ทันใดนั้น เย่าเฉินสะดุ้ง! ยอมแพ้?

เมื่อกี้เขาคิดจะยอมแพ้!

"เพลิงวายุเก้าอเวจี" หัวใจเย่าเฉินเต้นแรง งานชุมนุมคือปณิธานสูงสุด คือโอกาสเดียวที่จะสลักชื่อบนศิลาจารึก ยอมตายดีกว่ายอมแพ้!

เหงื่อเม็ดโป้งไหลอาบแก้ม เกือบไปแล้ว เกือบโดนเพลิงวายุเล่นงาน! เพลิงวายุเก้าอเวจี ลมกรดไฟกาฬ เสียงของมันกระชากวิญญาณ เบาะๆ ก็หงุดหงิดรำคาญ หนักหน่อยก็จิตแตกซ่าน ยอมแพ้ชีวิต

ตั้งสติ สัมผัสวิญญาณของเย่าเฉินแผ่ออกกว้าง ไม่ต้านทานเสียงลม แต่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในใจ ชนะ ชนะ ต้องชนะ ต้องชนะให้ได้!

ตูม!

เปลวไฟสามสีลุกโชนใต้เตาหลอม เย่าเฉินสูดหายใจลึก หยิบวัตถุดิบจากแหวนมิติ ส่งพลังปราณห่อหุ้มใส่เตาหลอมทีละชิ้น สัมผัสวิญญาณผสานพลังปราณ ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบภายใต้เปลวไฟ... ทองคำแก่นเมฆา หินสลายกระดูก หนอนหวนฝั่ง... วัตถุดิบทุกชนิด การเปลี่ยนแปลงทุกเสี้ยววินาที ภายใต้การขับเคลื่อนของพลังปราณ ผสานพลังไฟ เย่าเฉินหลอมรวมจิตวิญญาณเข้าไป เวลานี้เขาดั่งพระเจ้าเหนือเตาหลอม ใช้จิตวิญญาณเป็นตัวนำ ใช้ปราณยุทธ์เป็นพลัง ปั้นแต่งทุกสิ่ง

บนเวทีอาวุโส อาวุโสใหญ่เย่าว่านหั่วกวาดสายตามอง เหล่านี้คือเมล็ดพันธุ์ เมื่อเห็นเย่าเฟิงใช้เพลิงวายุ มุมปากท่านยกยิ้ม แม้จะยืมพลัง แต่การได้รับการยอมรับจากจิตวิญญาณเพลิง อนาคตอาจมีหวังผสานเพลิงนี้เป็นเมล็ดไฟของตน

หยุดมองครู่หนึ่ง สายตาย้ายไปที่เย่าถง เด็กคนนี้แม้มาจากสายรอง แต่พ่อมีอำนาจ คุมกองทหาร มีความดีความชอบ คนอื่นไม่รู้แต่ท่านรู้ว่าเย่าถงซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ แต่ตอนนี้ ภายใต้เพลิงวายุ จิตใจเย่าถงดูสั่นคลอน ไฟในเตาวูบวาบ ดูหงุดหงิด

ไม่ใช่แค่เย่าถง แทบทุกคนในเขตปรุงยาได้รับผลกระทบ ยิ่งใกล้เย่าเฟิงยิ่งหนัก แต่ทุกคนคือหัวกะทิ ปั่นป่วนครู่เดียวก็ตั้งหลักได้ กลับมาปรุงยาต่อ แค่ความคมลดลง คุณภาพยาคงตก

ดูท่า ครั้งนี้สายเลือดหลักจะกินรวบอีกแล้ว เว้นแต่...

ทันใดนั้น สายตาเย่าว่านหั่วชะงัก จ้องไปที่เย่าเฉิน แววตาสงสัย "แปลก"

ชายวัยกลางคนร่างผอมเดินผ่านมา ได้ยินเข้าก็ยิ้ม "อาวุโสใหญ่ มีอะไรไม่เหมาะสม หรือขอรับ?"

เย่าว่านหั่วหันมา ยิ้มบาง "อ้อ อาวุโสว่านฮวง ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าเด็กคนนั้นแปลกๆ"

ชี้ไปที่เย่าเฉิน

ชายวัยกลางคนคิ้วเรียวยาว จมูกงุ้ม หน้าตาเจ้าเล่ห์ เขาคืออาวุโสสองรองจากเย่าว่านหั่ว หัวหน้าหอลงทัณฑ์ เย่าว่านกุย พ่อของเย่าเฟิงนั่นเอง

"เย่าเฉิน? อาวุโสใหญ่คงไม่คิดว่า เขาเข้าสู่สภาวะ 'ลืมตนเหลือเพียงโอสถ' หรอกนะขอรับ?"

เย่าว่านกุยปรายตามองเย่าเฉิน ยิ้มเยาะ "อ้อ ที่แท้ก็ที่หนึ่งสำนักศึกษา เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นข้าย่อมได้ยินมาบ้าง แต่ก็ฟังไว้ขำๆ สรุปได้ประโยคเดียว เย่าถงประมาท เย่าเฉินดวงดี บรรพบุรุษเคยมีคนเก่งนี่นะ"

"ไม่ใช่ แค่รู้สึกแปลกใจที่เขายังไม่เป็นคุรุยุทธ์" เย่าว่านหั่วเอ่ย

เย่าว่านกุยชะงัก มองเย่าเฉินอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย "ผู้ฝึกยุทธ์เก้าดาว? ไม่สิ เหมือนจะ... สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุรุยุทธ์จางๆ... หรือว่ากำลังจะเลื่อนระดับ?"

เย่าว่านหั่วส่ายหน้า "เป็นไปไม่ได้ สภาวะนี้... มันคือสภาวะรอคอย"

"รอคอย?" เย่าว่านกุยงง

"รอเวลาเลื่อนระดับ เด็กคนนี้ฝึกวิชาสามบุปผารวมไฟ ด้วยความก้าวหน้าของเขา ไม่มีทางทะลวงด่านได้ในตอนนี้ ยี่สิบปีก็ไม่มีทางถึงระดับคุรุยุทธ์ ก่อนยี่สิบฝึกให้ตายก็ได้แค่ผู้ฝึกยุทธ์เก้าดาว วิชานี้ช่วงต้นละเว้นการสร้างรากฐาน เงื่อนไขข้ามขั้นสู่คุรุยุทธ์คือ..."

พูดพลาง เย่าว่านหั่วหรี่ตามองเย่าเฉิน แฝงแววคาดหวัง

เห็นท่าทีนั้น เย่าว่านกุยมองเย่าเฉินอีกครั้ง คราวนี้จริงจังขึ้น

ชั่วอึดใจ เย่าว่านกุยคิ้วขมวด

"คนทลายกฎวิชาสามบุปผารวมไฟ ปรากฏตัวแล้ว"

รูปปกนิยาย

ป.ล. :

นิยายภาคเสริมของสัประยุทธ์ทะลุฟ้า จากผู้แต่ง(เทียนฉานถู่โต้ว) วางขายรูปแบบหนังสือจำนวน 1เล่ม(จบ)

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

👨‍🏫 นักแต่งนิยายจีน

Main

ตัวละครแนะนำ

📝 บทความล่าสุด