🔥 Note: !!!!! อ่านเลย!

ตำนานเย่าเฉิน (Side Story) : บทที่ 1 ตระกูลเย่า

ภาพปก

📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)

บทที่ 1 ตระกูลเย่า

ณ ใจกลางทวีปมัชฌิม เทือกเขาเสินหนง

ยามพลบค่ำ แสงสายัณห์แดงฉานดั่งเปลวเพลิงย้อมเมฆไปครึ่งฟ้า ท่ามกลางขุนเขานับหมื่นลี้ เมืองอันรุ่งเรืองตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูง สถาปัตยกรรมปลูกสร้างลดหลั่นตามแนวเขา พื้นที่ราบซึ่งถูกบุกเบิกบนยอดเขาเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือน คึกคักด้วยผู้คนและสัญญาณแห่งชีวิต

ที่นี่คือดินแดนบรรพชนของตระกูลเย่า ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนแซ่ "เย่า" ทว่าก็มีศิษย์ต่างแซ่ ลูกหลานของเหล่าสาวก หรือผู้เกี่ยวดองทางเครือญาติ ตลอดจนญาติฝ่ายหญิงที่เข้ามาพึ่งพิง

ไม่ว่าจะมาจากที่ใด หากได้อาศัยอยู่ในดินแดนบรรพชนแห่งนี้ ย่อมถือเป็นสมาชิกของตระกูลเย่า มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ตัดไม่ขาด เพียงแต่จะถูกขนานนามว่าเป็น "สายเลือดรอง"

ตระกูลเย่า คือหนึ่งในแปดตระกูลบรรพกาล ใช้คำว่า "เย่า" เป็นนามสกุล ขึ้นชื่อลือชาเรื่องวิชาปรุงยาว่าเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแท้จริง คนในตระกูลไม่ว่าสูงหรือต่ำ แม้มิใช่นักปรุงยา ก็ยังสามารถเอ่ยวจนะเรื่องการปรุงยาได้บ้าง การแยกแยะวิจารณ์เม็ดยาก็นับเป็นเลิศในแผ่นดิน

ณ ยอดเขา เป็นลานกว้างขนาดมหึมา ใจกลางลานตั้งตระหง่านด้วยศิลาจารึกสูงเสียดฟ้า ดูเก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และแผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจอันรวมศูนย์ นี่คือสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของตระกูล... "ศิลาจารึกตระกูล"

ศิลานี้มีความหมายยิ่งชีพต่อตระกูลเย่า มีเพียงศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์สลักชื่อตนและบิดามารดาลงบนศิลาจารึก สำหรับคนในตระกูล นี่คือเกียรติยศสูงสุดดั่งคำกล่าวที่ว่า "ฝากชื่อบนศิลาจารึก แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต"

รายล้อมศิลาจารึกตระกูล คือที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญต่างๆ ทั้งหอบรรพชน ตำหนักอาวุโส สำนักศึกษา คลังสมบัติประจำตระกูล...

ถัดลงมาจากยอดเขาคือเขตชั้นใน ที่พำนักของสายเลือดหลัก ต่ำลงมาอีกที่ช่วงเอวเขาคือเขตชั้นกลาง เป็นที่อยู่ของตระกูลสาขาที่มีอำนาจและพลกำลัง จะเห็นควันไฟลอยกรุ่นและกลิ่นสมุนไพรหอมตลบอบอวลอยู่เสมอ

ส่วนตีนเขา คือที่อยู่ของคนในตระกูลทั่วไป สถาปัตยกรรมที่นี่ไม่ได้วิจิตรบรรจงนัก ไม่ต่างจากถนนหนทางในเมืองธรรมดาทั่วไป

บนถนนสายหนึ่ง เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งอายุไม่ถึงเจ็ดขวบกำลังเล่นบทบาทสมมติปรุงยากันอย่างสนุกสนาน แม้จะเป็นการละเล่น แต่ทุกคนก็ทำท่าทางทะมัดทะแมง ปากท่องเคล็ดวิชาปรุงยาพึมพำ ซึ่งล้วนไม่ใช่คำแต่งเอง แต่เป็นเคล็ดวิชาของจริง

ขณะที่เด็กๆ กำลังเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน ร่างสูงใหญ่หลายร่างเดินมาจากระยะไกล พร้อมเสียงหัวเราะกึกก้อง เงาร่างทอดยาวเหยียดภายใต้แสงตะวันรอน

"เฮ้ย! ยังเล่นอยู่อีก กลับบ้านกินข้าวได้แล้ว!"

เหล่าเด็กน้อยโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วพุ่งตัวเข้าไปหา

"พ่อกลับมาแล้ว!"

"พ่อ ข้าจะเล่าให้ฟัง เมื่อวานข้าได้ลองปรุงยาที่สำนักศึกษาด้วย..."

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ดังเซ็งแซ่เมื่อเห็นบิดาของตนกลับมา

เหล่าผู้ใหญ่หัวเราะร่า คว้าตัวลูกน้อยของตนแบกขึ้นบ่าอย่างหยอกล้อ

ท่ามกลางเด็กเหล่านั้น มีเด็กชายตัวเล็กวัยประมาณห้าขวบคนหนึ่งที่ดูเงียบขรึมเป็นพิเศษ เขาเพียงจับมือใหญ่ของบิดาไว้แน่น ไออุ่นจากมือพ่อคือความสุขที่เรียบง่าย

"เฉินเอ๋อ เป็นอะไรไป? ซุกซนจนทำให้แม่โกรธอีกแล้วใช่ไหม?"

เด็กน้อยก้มหน้าลง "แม่โกรธแล้ว บอกว่าจะไม่คุยกับข้าอีกเลย... พ่อ ท่านจะช่วยง้อแม่ให้หายโกรธใช่ไหม?"

"ฮ่าฮ่า แน่นอนสิ ไปกันเถอะ เราสองพ่อลูกออกโรงพร้อมกัน รับรองแม่เจ้าต้องทำของอร่อยให้กินแน่"

เย่าหั่วหัวเราะลั่น อุ้มลูกชายขึ้นขี่คอ

"ตาแก่หั่ว ลูกเจ้าซนอีกแล้วรึ?"

เวลานั้น ชายฉกรรจ์ที่แบกเด็กอ้วนวัยห้าขวบไว้บนบ่าเช่นกันเดินเข้ามาเบียด พร้อมยักคิ้วให้เย่าหั่ว

"พ่อ เย่าเฉินเอาแจกันใบโปรดของน้าชิงไปทำเป็นหม้อปรุงยาแน่ะ" เจ้าอ้วนน้อยตะโกนฟ้อง

"...แค่ก เฉินเอ๋อ คงไม่ใช่แจกันเคลือบเขียวคู่นั้นหรอกนะ?" เย่าหั่วหางตากระตุก ไอแห้งๆ

เย่าเฉินคอตก มือเล็กๆ ขยำผมพ่อไปมาด้วยความกังวล "แม่จะไม่คุยกับข้าจริงๆ หรือ? จะไม่ทำข้าวหน้าไก่ให้ข้ากินแล้วใช่ไหม?"

"เอาเรื่องแฮะ จบเห่แล้วตาแก่หั่ว นั่นมันของขวัญชิ้นแรกที่เจ้าซื้อให้พี่สะใภ้ไม่ใช่รึ? เย่าเฉิน เตรียมก้นลายได้เลย" ชายฉกรรจ์ที่แบกเจ้าอ้วนหัวเราะร่า

"ชิ หลัวปิง เจ้าคนปากเสีย อย่ามาขู่ลูกข้า เฉินเอ๋อไม่ต้องกลัว มีพ่ออยู่ทั้งคน รับรองแม่เจ้าต้องทำข้าวหน้าไก่แสนอร่อยให้กินแน่"

เจ้าอ้วนน้อยตะโกนถาม "พ่อ ข้าวหน้าไก่คืออะไร?"

"ของไม่อร่อยหรอก กลับบ้านไปแทะหมั่นโถวไป"

"อ้อ หมั่นโถวอร่อยที่สุด" เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้าอย่างงงๆ

เย่าหั่วถลึงตาใส่หลัวปิงอย่างดูแคลน "ตาแก่หลัว หาสักคนเถอะ ลูกยังเล็กขนาดนี้ เจ้าตัดใจทนไหวรึ?"

หลัวปิงจ้องกลับ "เจ้ารู้เรื่องค้อนอะไร ไป ไป กลับบ้าน"

เย่าหั่วหัวเราะลั่น "ไปกันเถอะ!"

เย่าหั่วและหลัวปิงเห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้ พอเย่าหั่วออกคำสั่ง ทุกคนก็หัวเราะแล้วแยกย้ายกันแบกลูกกลับบ้าน

เย่าหั่วกับหลัวปิงเป็นเพื่อนบ้านกัน จึงเดินกลับทางเดียวกัน

เจ้าอ้วนน้อยนามว่าหลัวซู่ พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดตลอดทาง นอกจากฟ้องเรื่องเย่าเฉิน ก็เอาแต่นินทาพี่ชายตัวเองอย่างหลัวซาน

ทว่า ทุกครั้งที่เจ้าอ้วนพูดถึงเย่าเฉิน สายตาจะแอบชำเลืองมองเย่าเฉินเสมอ เห็นได้ชัดว่าที่ฟ้องก็เพราะอยากเรียกร้องความสนใจ

แต่เย่าเฉินไม่ได้เก็บคำฟ้องของเจ้าอ้วนมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ไหล่ของพ่อกว้างและสบายเหลือเกิน ถ้าแม่หายโกรธก็คงดีกว่านี้

สองพ่อลูกกลับมาถึงบ้าน "แม่ พ่อกลับมาแล้ว"

เย่าเฉินกระโดดลงจากบ่าพ่อ ร้องเรียกเสียงใส

ร่างงามระหงเดินออกมาจากห้องด้านใน สีหน้าฉายแววดีใจ นางกำลังจะเอ่ยปาก แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นเย่าเฉินที่ชะเง้อมองไปทางโต๊ะอาหารในครัวด้วยสีหน้ากังวล มุมปากนางก็ยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งปั้นหน้าบึ้งตึงแล้วกล่าวว่า "หึ ยอมกลับมาแล้วรึ"

เย่าหั่วขยิบตาให้เย่าเฉิน แล้วกล่าวว่า "แหะๆ หิวแล้วจ้ะ มีข้าวหน้าไก่ไหม? ข้าวหน้าไก่ฝีมือแม่นางเย่าชิงของพี่อร่อยที่สุดในโลก จริงไหมเฉินเอ๋อ?"

"ใช่ๆๆ! ข้าวหน้าไก่ฝีมือแม่อร่อยที่สุดเลย" เย่าเฉินรีบผงกหัวรัวๆ

"เจ้าแก่จอมกะล่อน กับเจ้าเด็กจอมกะล่อน หึ ใครเป็นแม่นางของท่านกัน"

"ก็ต้องเป็นเจ้าสิ..." เย่าหั่วกะพริบตา เอื้อมมือไปคว้าตัวเย่าชิงที่แกล้งงอนเข้ามากอดด้วยสายตาหวานซึ้ง

"พ่อ หิว" เย่าเฉินทนดูไม่ไหว ท้องไส้ก็ร้องโครกครากประท้วงพอดี

"ช่างเถอะ กินข้าวกัน" เย่าชิงหลุดขำ เปลี่ยนจากโกรธเป็นยิ้ม หมุนตัวนำสองพ่อลูกเข้าครัว บนโต๊ะอาหารมีชามใบใหญ่ครอบจานกับข้าวไว้ เมื่อเปิดออก กลิ่นหอมฉุยก็โชยมาเตะจมูก

"โอ้โห แม่ใจดีที่สุดเลย!" เย่าเฉินดีใจจนตัวลอย

"ต้องบอกว่าแม่สวยที่สุด ผู้หญิงเขาชอบฟังคำนี้" เย่าหั่วกล่าวอย่างอารมณ์ดี

"แม่สวยที่ซู้ดดดดดด!" เย่าเฉินเรียนรู้ไว

"ระวังจะสอนลูกเสียคน"

"ไม่สอนให้เจ้าเล่ห์หน่อย ต่อไปจะไปหลอกลูกสะใภ้กลับมาได้ยังไง"

"ลูกชายของข้าเย่าชิงต้องใช้เล่ห์หลอกด้วยรึ? คิดว่าเป็นท่านหรือไง?"

"ฮ่าฮ่า นั่นสินะ... เอ๊ะ เดี๋ยวประโยคนี้ฟังดูทะแม่งๆ นะ?"

"ก็ตอนนั้นข้าโดนท่านหลอกมานี่นา"

"แม่ พ่อหลอกแม่ยังไงเหรอ" เย่าเฉินกะพริบตาตาปริบๆ รีบฉวยโอกาสชวนคุยเพื่อให้แม่สนใจ เด็กน้อยอย่างเขากลัวแม่ไม่คุยด้วยจริงๆ

"อยากรู้รึ?"

"อื้อ!"

"โตขึ้นแล้วจะเล่าให้ฟัง"

"ข้าโตแล้วนะ ข้าเริ่มฝึกวิชาสร้างรากฐานอัคคีแล้วด้วย"

เย่าเฉินประท้วง กระโดดลงจากเก้าอี้ ร่ายรำกระบวนท่าพื้นฐานให้พ่อแม่ดู ท่าทางเก้ๆ กังๆ เรียกเสียงหัวเราะจากบุพการีทั้งสอง

หลังอาหารค่ำ เย่าชิงก็ "ให้อภัย" วีรกรรมแจกันของเย่าเฉินตามระเบียบ ครอบครัวพากันเดินเล่นขึ้นไปบนยอดเขา สายลมยามเย็นพัดเอื่อยเฉื่อย เย่าเฉินวิ่งเล่นอย่างอิสระบนทางเดินเขา ช่างเป็นครอบครัวที่เปี่ยมสุข

เมื่อมาถึงยอดเขา ณ ลานกว้างที่มีศิลาจารึกตระกูลเป็นศูนย์กลาง มีผู้คนในตระกูลเดินเล่นอยู่ไม่น้อย

"มา วันนี้พ่อจะพาไปดูที่แห่งหนึ่ง ตอนนั้นพ่อก็พาแม่เจ้าไปที่นั่น..." เย่าหั่วยิ้มกริ่ม

"เย่าหั่ว!" เย่าชิงกระทืบเท้า ใบหน้างดงามแดงระเรื่อขึ้นสีระนาด

"ฮ่าฮ่า ไปเถอะ ดูพระอาทิตย์ตกที่นั่นได้อารมณ์ไม่เหมือนใคร ไปช้าเดี๋ยวโดนคนอื่นแย่งที่นะ"

รูปปกนิยาย

ป.ล. :

นิยายภาคเสริมของสัประยุทธ์ทะลุฟ้า จากผู้แต่ง(เทียนฉานถู่โต้ว) วางขายรูปแบบหนังสือจำนวน 1เล่ม(จบ)

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

👨‍🏫 นักแต่งนิยายจีน

Main

ตัวละครแนะนำ

📝 บทความล่าสุด