🔥 Note: !!!!! อ่านเลย!

ตำนานเย่าเฉิน (Side Story) : บทที่ 22 ภัยพิบัติตระกูลเฟิง

ภาพปก

📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)

บทที่ 22 ภัยพิบัติตระกูลเฟิง

เย่าเฉินไม่ได้ไปหาเรื่องพรรคจื่อซาต่อ ข่าวการเสียชีวิตของมารดา ก็ถูกเขาฝังลึกลงไป... ลึกลงไปในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เขารู้ดีว่า เขาไม่มีเวลามาโศกเศร้า ในเมื่อต้องการพลัง ก็ไม่อาจผ่อนคลายได้แม้แต่วินาทีเดียว

วันที่สอง เขามายังหอประมูลฉีเจินของตระกูลเฟิงเช่นเดิม ทำการปรุงยาต่อไป

การผลิตโอสถระดับสามจำนวนมาก สำหรับเย่าเฉินแล้ว ไม่มีความท้าทายอีกต่อไป เป้าหมายของเขา ค่อยๆ เบนไปยังโอสถระดับสี่

โอสถเลื่อนขั้นที่อยู่เหนือโอสถขั้วอัคคีและโอสถเพลิงม่วง สามารถทำให้ปราณยุทธ์ธาตุไฟของตนเองเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า พลังที่ได้จากโอสถขั้วอัคคีหนึ่งเม็ด เทียบเท่ากับผลของโอสถเพลิงม่วงห้าเม็ดประสานกับวิชาสามบุปผารวมไฟ

"นี่คือ... โอสถเทียมขอบเขต! โอสถเทียมขอบเขตสำหรับคุรุยุทธ์ธาตุไฟโดยเฉพาะ ไม่สิ... มหาคุรุยุทธ์ก็น่าจะใช้ได้ เพียงแต่ต้องกินหลายเม็ด อาจจะ..." เฟิงเสียนเถี่ย ผู้นำตระกูลเฟิง ลูกตาแทบจะถลนออกมา มุมปากกระตุกเล็กน้อย โอสถชนิดนี้ แม้จะเป็นเพียงระดับสี่ แต่ก็ไม่ใช่ว่านักปรุงโอสถระดับห้าทุกคนจะทำได้ สายตาที่มองเย่าเฉิน ยิ่งเปี่ยมด้วยความเคารพ

โอสถเทียมขอบเขต เป็นคำเรียกโดยรวม โอสถใดๆ ที่ทำให้คนข้ามขอบเขตได้ชั่วคราว ล้วนเรียกว่าโอสถเทียมขอบเขต สามารถทำให้คนครอบครองพลังมหาศาลที่ไม่ใช่ของขอบเขตตนเองได้ชั่วคราว

"ท่านผู้เฒ่าเฉิน ขอถามหน่อย โอสถเหล่านี้..." เฟิงเสียนเถี่ยกลืนน้ำลาย รู้สึกคอแห้งผาก "จะนำออกประมูลหรือไม่?"

เพียงวันเดียว คำเรียกขานของเฟิงเสียนเถี่ยที่มีต่อเย่าเฉิน ก็เปลี่ยนจาก "น้องชายเฉิน" เป็น "ท่านผู้เฒ่าเฉิน"

"ชุดนี้นำไปประมูล ส่วนวัตถุดิบ..."

"จะรีบไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้ รับรองว่าท่านผู้เฒ่าเฉินต้องพอใจ"

เย่าเฉินพยักหน้าเล็กน้อย ทุ่มเทสมาธิไปที่เตาหลอมยาอีกครั้ง ปรุงโอสถขั้วอัคคีอย่างต่อเนื่อง เขาต้องการพลัง และวิธีที่จะทำให้เขามีพลังมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ก็คือโอสถ!

เฟิงเสียนวุ่นวายอยู่ข้างๆ คอยจัดการสมุนไพรต่างๆ ช่วยงานจนมือแทบเป็นระตะคริว แต่เขากลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด บางครั้งสายตาที่มองเย่าเฉิน ก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใสยิ่ง นักปรุงโอสถที่เขาเคยพบเจอมีไม่น้อย แต่คนที่มีประสิทธิภาพสูง อัตราความสำเร็จสูง และแทบจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างเย่าเฉิน เขาเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก

เย่าเฉินทำจนหมดเรี่ยวแรงจึงหยุดลง ล้มเหลวไปสามครั้ง แต่ก็สำเร็จถึงแปดครั้ง ได้โอสถขั้วอัคคีมาแปดเม็ด นอกจากนี้ ยังมีโอสถระดับสามอื่นๆ อีกนับร้อยเม็ด

ตอนที่ออกจากหอประมูล ก็ดึกสงัดแล้ว

"ท่านปรมาจารย์ จะพักที่นี่ไหมขอรับ?"

เฟิงเสียนรวบรวมความกล้า เอ่ยชวนเย่าเฉิน

เย่าเฉินส่ายหน้า "ไม่จำเป็น"

เฟิงเสียนพูดต่อ "งั้นข้าไปส่งท่านปรมาจารย์กลับ"

เย่าเฉินคิดครู่หนึ่ง ก็พยักหน้า ไม่ปฏิเสธอีก เวลานี้ดึกมากแล้ว แม้เมืองอู่หลงจะไม่มีเคอร์ฟิว แต่ก็มีหน่วยลาดตระเวนไม่น้อย คนที่เอาผ้าคลุมสีดำห่อหุ้มมิดชิดอย่างเย่าเฉิน เดินทางตอนดึก ย่อมต้องถูกตรวจค้นวุ่นวาย มีศิษย์ตระกูลเฟิงไปส่ง จะช่วยลดปัญหาไปได้เยอะ

เฟิงเสียนตื่นเต้นเล็กน้อย หลังจากมอบสมุนไพรค่าตอบแทนของวันนี้ให้เย่าเฉินแล้ว ก็เดินนำทางอย่างกระตือรือร้นพลางกล่าวว่า "พรุ่งนี้ก็เป็นงานประมูลแล้ว หากมีโอสถที่ท่านปรมาจารย์ปรุง ตระกูลเฟิงของเราไม่เพียงจะผ่านพ้นความยากลำบากช่วงนี้ไปได้ เผลอๆ อาจจะก้าวหน้าไปอีกขั้น"

ตระกูลเฟิงเติบโตมาในเมืองอู่หลง ตั้งแต่เมืองอู่หลงยังไม่สร้าง ตระกูลเฟิงก็เป็นตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นแล้ว จวบจนวันนี้ ตระกูลเฟิงกลับอยู่อันดับสาม ตลอดมา ความปรารถนาของตระกูลเฟิงคือการเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองอู่หลง

หลังงานประมูลครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะขยายอิทธิพล เอาชนะตระกูลมู่ กลายเป็นตระกูลอันดับสองแห่งเมืองอู่หลงได้ แค่ก้าวหน้าไปก้าวเดียว ก็เป็นเรื่องที่น่าฮึกเหิมใจยิ่งนัก

เย่าเฉินเพียงพยักหน้าเรียบๆ แต่ในใจกลับมีความรู้สึกไม่ดีแวบเข้ามา จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "เจ้ารู้จักสวนขู่ฮวาไหม?"

เฟิงเสียนกะพริบตา ถามว่า "กิจการของตระกูลมู่ ท่านปรมาจารย์... เคยไปที่นั่นหรือ?"

ตระกูลมู่

ตระกูลมู่อันดับสองแห่งเมืองอู่หลง

"ถ้าตระกูลมู่เปิดศึกรอบด้านกับตระกูลเฟิงของเจ้า ตระกูลเฟิงพวกเจ้ามีวิธีรับมือหรือไม่"

เฟิงเสียนชะงัก แล้วก็หัวเราะ

"เป็นไปไม่ได้ แม้ตระกูลเฟิงข้าจะอยู่อันดับสาม แต่ถ้าว่าด้วยพลังการต่อสู้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลมู่ บิดาข้าเป็นยอดยุทธ์เจ็ดดาว มีท่านอาท่านหนึ่งเก็บตัวฝึกตนมานาน เป็นยอดยุทธ์เก้าดาว ตระกูลมู่มียอดยุทธ์สามคน แต่มีเพียงบรรพชนที่เป็นเก้าดาว อีกสองคนเพิ่งเลื่อนขั้น การเทียบเคียงในระดับสูงสุด ตระกูลเฟิงข้าตอนนี้ถือไพ่เหนือกว่า"

ความแข็งแกร่งตัดสินทุกสิ่ง พลังการต่อสู้ระดับสูงสุด ตัดสินสถานการณ์ทั้งหมด พลังระดับสูงสุดตระกูลมู่สู้ตระกูลเฟิงไม่ได้ ต่อให้ด้านอื่นๆ จะกดดันตระกูลเฟิงได้ แต่ก็ไม่กล้าเปิดศึกกับตระกูลเฟิงแน่นอน

เย่าเฉินใจกระตุก หากสวนขู่ฮวาเป็นกิจการของตระกูลมู่ แล้วพรรคจื่อซาไปรวมตัวอยู่ที่นั่น เห็นได้ชัดว่าตระกูลมู่กำลังสะสมกำลังรบ จึงเอ่ยปากว่า "ถ้าหาก พรรคต่างๆ แถวนี้เข้าร่วมกับฝ่ายตระกูลมู่ด้วยล่ะ?"

"ก็เป็นไปไม่ได้ แถบอื่นข้าไม่กล้าพูด แต่พรรคในรัศมีพันลี้รอบเมืองอู่หลง พูดตรงๆ ก็คือพวกสวะรวมตัวกัน ไม่มียอดยุทธ์สักคน อย่างมากก็แค่มหาคุรุยุทธ์เก้าดาว" เฟิงเสียนยังคงยิ้มกล่าวต่อ บางทีตระกูลเฟิงอาจจะไม่เก่งเรื่องบริหาร แต่เรื่องพลังการต่อสู้ ในถิ่นเมืองอู่หลง ไม่แพ้ใครแน่นอน

เย่าเฉินพยักหน้า มองดูท่าทางมั่นใจของเฟิงเสียน บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง แผนการของตระกูลมู่ในสวนขู่ฮวา อาจจะไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ตระกูลเฟิง

ทันใดนั้น หน่วยลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งก็รุดเข้ามาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว จะขอตรวจค้นคนทั้งสอง

"ทำอะไร จำไม่ได้หรือว่าข้าเป็นใคร?"

หน่วยลาดตระเวนเมืองอู่หลง ก่อตั้งโดยสามตระกูลร่วมกัน ตระกูลเย่า ตระกูลมู่ และตระกูลเฟิง ล้วนมีบุคคลสำคัญอยู่ในนี้ รักษาสมดุลซึ่งกันและกัน

หากเป็นปกติ หน่วยลาดตระเวนเจอคุณชายตระกูลเฟิง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยของตระกูลไหน ก็ต้องหลีกทางให้ แต่ทว่า ท่าทีครั้งนี้กลับแข็งกร้าวอย่างยิ่ง พุ่งตรงเข้ามา พอได้ยินคำพูดของเฟิงเสียน หัวหน้ากลุ่มกลับยิ้มเหี้ยมเกรียม "ผีสิถึงจะรู้จักเจ้า จัดการ"

สั่งการทันที หน่วยลาดตระเวนทั้งกลุ่มตั้งค่ายกล ทันใดนั้นด้านหลังก็มีคนลอบยิงธนู อาศัยความมืด อาวุธลับหลายชิ้นพุ่งแหวกอากาศไร้เสียงเข้าใส่ใบหน้าของเย่าเฉินและเฟิงเสียน

"รนหาที่ตาย" เฟิงเสียนตวาดด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว สะบัดมือสองข้าง ลมและสายฟ้าปะทุขึ้นระหว่างแขนเสื้อ เกราะปราณยุทธ์ปรากฏรูปร่างดั่งควันไฟ เสียงดังติงตัง อาวุธลับหลายชิ้นถูกเกราะปราณยุทธ์กันไว้ได้ ตกลงสู่พื้น

บนร่างเย่าเฉินพลุ่งพล่านด้วยแสงเพลิง ใช้อัคคียุทธ์คว้าจับอาวุธลับที่พุ่งมาโดยตรง กลั่นหลอมวูบเดียว อาวุธลับก็กลายเป็นน้ำเหล็กส่องแสงสีเขียวมรกตแวววาว ที่แท้ก็อาบยาพิษร้ายแรง

"อำมหิตนัก"

เย่าเฉินกล่าวเสียงเย็น สะบัดมือ น้ำเหล็กที่จับตัวกลางอากาศ ภายใต้การกระตุ้นของอัคคียุทธ์ กลับกลายเป็นอาวุธลับ สวนกลับไปทางหน่วยลาดตระเวน

"แย่แล้ว ยอดฝีมือ..."

แต่ตอนนั้น เฟิงเสียนพุ่งออกไปแล้ว ภายใต้การป้องกันของเกราะปราณยุทธ์ เมินเฉยต่อการโจมตีต่างๆ สองมือกระตุ้นลมสายฟ้า ซัดหน่วยลาดตระเวนล้มคว่ำไปทีละคน

"บังอาจนัก! บอกมา หัวหน้าพวกเจ้าเป็นใคร"

เฟิงเสียนเวลานี้ยังไม่ตระหนักถึงกุญแจสำคัญของปัญหา ยังคิดจะเอาผิด โดยคิดว่าเป็นแค่หน่วยลาดตระเวนที่มีปัญหา

เย่าเฉินสายตาไหววูบ เขาที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมามาก ไวต่ออันตรายและแผนการสมคบคิดขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่า ตระกูลเฟิงแห่งเมืองอู่หลงกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ลางสังหรณ์ของเขาเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

"เฟิงเสียน หน่วยลาดตระเวนถูกแทรกซึมแล้ว คนของตระกูลเฟิงในหน่วยลาดตระเวน เกรงว่าถ้าไม่ถูกฆ่า ก็แปรพักตร์ ตอนนี้ รีบกลับไป ให้คนในตระกูลเตรียมรับศึก..."

เย่าเฉินเอ่ยปาก หากพลังรบระดับสูงสุดของตระกูลเฟิงสูสีกับตระกูลมู่ ขอเพียงไม่ใช่การลอบโจมตี ก็พอจะรับมือได้

ทว่า คำว่า "รับศึก" เพิ่งจะหลุดออกจากปาก ก็เห็นท้องฟ้าเหนือหอประมูลฉีเจินของตระกูลเฟิงในระยะไกล มีเปลวไฟสีเขียวมรกตสองสายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ท่ามกลางเปลวไฟ มีเงาดำน่าสยดสยองจำนวนนับไม่ถ้วนลอยละล่องไม่หยุด

เฟิงเสียนสีหน้าเปลี่ยน ไม่พูดพร่ำทำเพลง เกราะปราณยุทธ์บนร่างส่งเสียงหวีดหวิวของสายลม ราวกับมีไอเมฆพุ่งออกมาจากเกราะ แสดงว่าจิตใจกำลังปั่นป่วน คาดเดาอะไรบางอย่างได้ ตูม... คุกเข่าลงต่อหน้าเย่าเฉิน "ขอท่านผู้เฒ่าเฉินโปรดช่วยตระกูลเฟิงข้าให้พ้นภัยพิบัติครั้งนี้ด้วย!"

เย่าเฉินประคองเฟิงเสียนขึ้นมา มองดูเงาดำเปลวไฟเหนือหอประมูลฉีเจิน ในใจพลันเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น "ไปที่บ้านหลักของตระกูลเจ้าก่อน"

หอประมูลฉีเจินเป็นเพียงกิจการในเมืองอู่หลง แกนหลักที่แท้จริงของตระกูลเฟิง ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แต่อยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเฟิงนอกเมือง รัศมีหลายสิบลี้รอบหมู่บ้าน ล้วนเป็นอิทธิพลของตระกูลเฟิง

เฟิงเสียนพยักหน้า พาเย่าเฉินวิ่งตะบึงออกนอกเมือง พอมาถึงประตูทิศตะวันออกที่ตระกูลเฟิงคุมอยู่ ทุกที่เต็มไปด้วยศพศิษย์ตระกูลเฟิงที่เฝ้าประตูเมือง เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ เห็นได้ชัดว่าไม่นานมานี้ ที่นี่เพิ่งผ่านการฆ่าล้างมา

"เป็นไปไม่ได้" เฟิงเสียนใจดิ่งวูบ ตระกูลเฟิงวางค่ายกลปราณยุทธ์ไว้ที่ประตูทิศตะวันออก พอค่ายกลทำงาน ต่อให้เป็นยอดยุทธ์เก้าดาว ก็ไม่อาจตีแตกได้ในเวลาอันสั้น

ประตูเมืองทิศตะวันออกว่างเปล่าไร้ผู้คน แต่นี่ไม่ใช่ข่าวดี มันพิสูจน์ได้เพียงเรื่องเดียว อีกฝ่ายรวบรวมกำลังทั้งหมด ไปโจมตีบ้านหลักตระกูลเฟิง ไม่เสียเวลาจัดการเก็บกวาดที่นี่แม้แต่นิดเดียว

เฟิงเสียนพุ่งไปที่แกนกลางค่ายกล ก็เห็นว่าแกนกลางที่วางไว้ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ทันที ถูกทำลายจากภายใน ไม่ใช่ถูกตีแตกจากภายนอก

"หนอนบ่อนไส้!"

เฟิงเสียนสีหน้าย่ำแย่ลง ไม่พูดไม่จา พุ่งออกจากประตูเมือง วิ่งตะบึงสุดชีวิตไปยังบ้านหลักตระกูลเฟิง

เย่าเฉินติดตามไปด้านหลัง เดินทางออกไปยี่สิบลี้ ก็มองเห็นคฤหาสน์ตระกูลเฟิงขนาดใหญ่อยู่ไกลๆ เป็นอาณาเขตที่กว้างใหญ่ มีกำแพงสูง ป้อมปราการสำหรับทหารองครักษ์ การป้องกันแน่นหนามาก ภายใต้แสงจันทร์ ดูเงียบสงบยิ่งนัก

เฟิงเสียนพ่นลมหายใจยาว ดูเหมือนว่า จะยังไม่เกิดเหตุร้าย...

ทว่าในขณะที่เฟิงเสียนจะมุ่งหน้าต่อ เย่าเฉินกลับสีหน้าเปลี่ยน กระชากตัวเฟิงเสียนไว้อย่างแรง กล่าวว่า

"สายไปแล้ว"

"อะไรนะ?"

"ค่ายกลลวงตาเท่านั้น ดูให้ดีๆ บนฟ้า"

เย่าเฉินส่ายหน้า ชี้ไปบนฟ้า เห็นเมฆดำทะลักออกมาจากเหนือหมู่บ้านตระกูลเฟิงไม่ขาดสาย นั่นไม่ใช่เมฆดำที่ไหน แต่เป็นควันดำจากการเผาไหม้

"ไม่ได้การ ข้าจะไปช่วย..."

"ไม่มีประโยชน์ อีกฝ่ายมียอดฝีมือระดับราชันยุทธ์"

เย่าเฉินถอนหายใจ ในการรับรู้ทางจิตวิญญาณของเขา สัมผัสได้ว่าใน "เมฆหมอกควันดำ" นั้น มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานสายหนึ่ง!

เว้นแต่จะฝึกทักษะยุทธ์เหาะเหินชนิดพิเศษ มิฉะนั้น มีแต่ต้องถึงระดับราชันยุทธ์เท่านั้น จึงจะเปลี่ยนปราณยุทธ์เป็นปีก หลุดพ้นจากพันธนาการของผืนดิน โบยบินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ

"เป็นไปไม่ได้ เมืองอู่หลงไม่มีราชันยุทธ์" เฟิงเสียนไม่ใช่ไม่เชื่อเย่าเฉิน แค่เขาไม่อยากจะเชื่อ หากมีราชันยุทธ์ลงมือกับตระกูลเฟิงจริงๆ...

เมืองอู่หลงแม้วิชาปรุงยาจะเจริญรุ่งเรือง แต่ก็ยังเป็นแค่เมืองเล็กๆ ชายขอบ ดึงดูดผู้แข็งแกร่งระดับราชันยุทธ์ไม่ได้หรอก

"ท่านผู้เฒ่าเฉิน ขอร้องล่ะ ช่วยตระกูลเฟิงด้วย!"

เย่าเฉินยิ้มขมขื่น ประคองเฟิงเสียนไว้ ตัวเขาเองเป็นแค่คุรุยุทธ์ กินโอสถเพลิงม่วง หรือโอสถขั้วอัคคี อย่างมากก็แค่มีพลังระดับมหาคุรุยุทธ์ เจอยอดยุทธ์ ยังพอหนีได้ เจอราชันยุทธ์ ก็คือตายสถานเดียว

"ท่านผู้เฒ่าเฉิน ตระกูลเฟิงข้ายินดีจ่าย..."

"ขอโทษ ไม่ใช่ข้าไม่อยากช่วย แต่เป็นเพราะ..."

เย่าเฉินสูดหายใจ มองเฟิงเสียน กระชากชุดคลุมสีดำที่อำพรางสถานะออกจากร่าง

เฟิงเสียนอ้าปากค้าง จ้องมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเย่าเฉิน มุมปากบิดเบี้ยว ในคอส่งเสียงประหลาดใจ "หา! หือ..."

"ก็อย่างที่เห็น ข้าไม่ใช่ผู้เฒ่าเฉินอะไรนั่น... นั่นเป็นแค่การปลอมตัวเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น"

"ไม่ เป็นไปไม่ได้ ท่านผู้เฒ่าเฉิน... ท่าน จะ... เป็นไปได้อย่างไรที่..."

"ถ้าคู่ต่อสู้เป็นยอดยุทธ์ ยังพอมีทางสู้" เย่าเฉินส่ายหน้า ขัดจังหวะความตกตะลึงของเฟิงเสียน กล่าวว่า "ไปเถอะ ต้องมีชีวิตรอดก่อน ถึงจะล้างแค้นได้"

"ไม่ได้ ข้าจะกลับไป ตระกูลเฟิงเราอยู่ตายพร้อมกัน"

เย่าเฉินขมวดคิ้ว กำลังจะเกลี้ยกล่อม ทันใดนั้น จิตสัมผัสอันทรงพลังสายหนึ่งกวาดมาจากบนฟ้า ทางด้านนี้ เป็นราชันยุทธ์ผู้นั้น พบความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้เข้าแล้ว

"รีบหนี"

เย่าเฉินสีหน้าเปลี่ยน ไม่ลังเล ล้วงโอสถขั้วอัคคีออกมากลืนลงคอ มือหนึ่งคว้าเฟิงเสียน วิ่งหนีไปทางไกลอย่างบ้าคลั่ง

"ข้า..."

"เจ้าอยากตายข้าไม่ห้าม แต่อย่าพาข้าไปตายด้วย"

"เจ้าปล่อยข้า"

"ไม่ปล่อย" เย่าเฉินจับเฟิงเสียนแน่น เสียงดังตูม พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู

บนท้องฟ้า ราชันยุทธ์ผู้นั้นพลันปรากฏตัวขึ้น เห็นเพียงทั่วทั้งท้องฟ้าถูกแสงสีเขียวเติมเต็ม กลิ่นอายสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้าใส่เย่าเฉิน

เย่าเฉินสีหน้าเปลี่ยน อยากจะหลบหลีกแต่ก็สายไปแล้ว การล็อคเป้าประทับลงบนร่างของเย่าเฉิน เมล็ดพันธุ์สีเขียวเม็ดหนึ่งพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเย่าเฉินพร้อมกับกลิ่นอายที่ล็อคเป้านั้น

"อึก.." เย่าเฉินกระอักเลือดสีดำ เพียงแค่กลิ่นอายจากระยะไกล ก็ทำให้บาดเจ็บสาหัสได้โดยตรง นี่คือพลังสังหารของราชันยุทธ์

ทว่า เย่าเฉินรีบเทโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเข้าปาก กดดันเมล็ดพันธุ์สีเขียวนั้นลงไป ลากเฟิงเสียน เผ่นหนีหายไปไกลกว่าสิบลี้ในพริบตา ทว่า ความรู้สึกถูกล็อคเป้านั้น ยังคงไม่จางหาย ราวกับสายตาของราชันยุทธ์ผู้นั้นจ้องมองแผ่นหลังเขาอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งวิ่งออกมาอีกสิบกว่าลี้ มุดเข้าสู่ป่าแห่งหนึ่ง ความรู้สึกถูกจ้องมองล็อคเป้านั้นถึงได้จางหายไป

พอหยุดเท้า เฟิงเสียนก็ทรุดลงกับพื้น ส่งเสียงร้องไห้โฮ

เย่าเฉินพ่นลมหายใจยาว มองเฟิงเสียน เอ่ยเตือนว่า "อย่าร้อง"

"ข้า... ไม่ได้ร้อง แค่ อุ๊บ..." เมื่อครู่วิ่งเร็วเกินไป เขาถูกลากจนตัวโยน ในท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดแล้ว

"ที่นี่ยังไม่ปลอดภัย... แค่ก..." เย่าเฉินถอนหายใจ กำลังจะพูด ในอกพลันเกิดความเจ็บปวดรวดร้าว แหวกเสื้อออกดู เห็นหน้าอกมีต้นอ่อนสีเขียวงอกออกมา ที่แท้เมล็ดพันธุ์สีเขียวที่ถูกราชันยุทธ์ซัดเข้าใส่ร่างเมื่อครู่ งอกออกมาแล้ว

สัมผัสได้ว่า ต้นอ่อนนี้กำลังดูดซับปราณยุทธ์ของเย่าเฉินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง และทำลายร่างกายของเย่าเฉินไปพร้อมกัน

เฟิงเสียนเหลือบมอง สีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน

"นี่คือเคล็ดปลูกไม้ของตระกูลมู่ ทักษะยุทธ์ระดับปฐพี! หรือว่าราชันยุทธ์คนนั้น เป็นคนของตระกูลมู่?"

เย่าเฉินหน้าเขียวคล้ำ พยายามขับไล่หลายครั้ง แต่ไม่สามารถขับเมล็ดพันธุ์สีเขียวนี้ออกจากร่างกายได้ แม้แต่อัคคียุทธ์ก็ไม่อาจเผาผลาญต้นอ่อนที่งอกออกมาบนผิวได้ ทำได้เพียงกดดันเมล็ดพันธุ์ภายในไม่ให้ระเบิดออกมา

เฟิงเสียนมองเย่าเฉินอีกครั้ง ยังคงไม่อยากเชื่อว่า "ท่านผู้เฒ่าเฉิน" จะเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขา และยิ่งไม่อยากเชื่อว่า โดนเคล็ดปลูกไม้ระดับราชันยุทธ์เข้าไปแล้ว เย่าเฉินยังสามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจ เคล็ดปลูกไม้ตระกูลมู่น่ากลัวมาก เมล็ดพันธุ์สีเขียวระเบิดในพริบตา คนทั้งคนจะกลายเป็นปุ๋ยของเมล็ดพันธุ์ เพียงชั่วครู่ คนก็จะถูกเมล็ดพันธุ์กลืนกิน กลายเป็นต้นไม้ประหลาด

แต่ทว่า เย่าเฉินกลับใช้ปราณยุทธ์ กดพลังของเมล็ดพันธุ์ไว้ที่หน้าอกอย่างแข็งกร้าว ไม่ให้แพร่กระจาย กระทั่งไม่ให้ดูดซับปราณยุทธ์เพื่อเติบโต

ทว่า หลังจากความตื่นตระหนกชั่วครู่ ในใจเฟิงเสียนกลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง เห็นได้ชัดว่า "ท่านผู้เฒ่าเฉิน" ที่หนุ่มแน่นขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยตระกูลเฟิงที่กำลังตกอยู่ในวิกฤตได้

อีกฝ่ายมีราชันยุทธ์ การลงมือครั้งนี้ คือสงครามล้างตระกูลเฟิง

สีหน้าของเฟิงเสียนแปรเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง ถอนหายใจยาว หันหลังกลับ เดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของหมู่บ้านตระกูลเฟิง

เย่าเฉินชะงัก "เจ้าจะไปไหน?"

"ศิษย์ตระกูลเฟิง อยู่ตายพร้อมกัน ข้าไม่อาจอยู่ที่นี่เพื่อรักษาชีวิตรอดอย่างน่าสมเพช"

แววตาเย่าเฉินไหววูบ เข้าขวางทางเฟิงเสียน

"เจ้าตายไป ใครจะแก้แค้นให้ตระกูลเฟิง?"

แก้แค้น...

บนใบหน้าเฟิงเสียนปรากฏความรู้สึกซับซ้อน

"ขอแค่มีชีวิตก็มีความหวัง บางที เจ้าอาจจะเป็นเมล็ดพันธุ์สุดท้ายของตระกูลเฟิง"

"ไม่ได้ ข้าต้องกลับไป"

เฟิงเสียนส่ายหน้าอย่างแรง ตระกูลเฟิงยังมีศิษย์อัจฉริยะอีกมากที่ออกไปฝึกฝนภายนอกยังไม่กลับมา เรื่องแก้แค้น ไม่ถึงคิวเขาต้องกังวล นิสัยเขาตรงไปตรงมาเกินไป ไม่มีทางอดสูมีชีวิตรอดเด็ดขาด

เย่าเฉินอ้าปาก ทันใดนั้น มุมปากก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

เฟิงเสียนมองเย่าเฉิน ก้าวขาไม่ออกทันที เห็นได้ชัดว่า แม้เย่าเฉินจะกดเมล็ดพันธุ์สีเขียวของเคล็ดปลูกไม้ไว้ได้ แต่การโจมตีของราชันยุทธ์ ไหนเลยจะต้านทานได้ง่ายดายปานนั้น นอกจากฤทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ ปราณยุทธ์ที่ซัดเข้ามาในร่างก็เป็นท่าสังหาร เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่กำเริบทันที พอหยุดลงตอนนี้ ปราณยุทธ์กลับย้อนขึ้นมาตามเส้นชีพจร กระแทกอวัยวะภายใน

"เจ้า..."

"เจ้าจะไปตาย ข้าไม่ห้ามเจ้า แต่มีคำหนึ่ง วิญญูชนแก้แค้น สิบปีไม่สาย เจ้าไปส่งตัวให้เขาฆ่า คนที่ดีใจที่สุด ก็คือศัตรูของเจ้า"

เย่าเฉินเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก หันหน้าเดินลึกเข้าไปในป่า อันตรายยังไม่คลี่คลาย อีกฝ่ายมีราชันยุทธ์ ตระกูลเฟิงย่อมต้านทานได้ไม่นาน รอจนหมู่บ้านตระกูลเฟิงแตก อีกฝ่ายต้องล้างบางรอบนอก เว้นแต่จะหนีไปไกลพันลี้ มิฉะนั้น ก็ไม่อาจเรียกว่าปลอดภัย

ไม่ใช่แค่พลังของตระกูลมู่ ขุมกำลังเกินครึ่งในรัศมีพันลี้ ย่อมจะซ้ำเติมคนตกทุกข์ได้ยาก เพื่อเอาหน้ากับตระกูลมู่

เฟิงเสียนลังเลครู่หนึ่ง กัดฟัน ก้าวเท้าตามหลังเย่าเฉินไป "เป็นตระกูลเฟิงข้าที่ทำให้ท่านเดือดร้อน ข้าไม่อาจทิ้งท่านไปในยามที่ท่านบาดเจ็บสาหัส"

เย่าเฉินยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร เพียงหยิบโอสถออกมาสองเม็ด เม็ดหนึ่งกลืนเอง อีกเม็ดส่งให้เฟิงเสียน "นี่คือโอสถซ่อนปราณ สามารถอำพรางกลิ่นอายต่างๆ บนร่างกายมนุษย์ได้ชั่วคราว"

โอสถซ่อนปราณนี้ เป็นโอสถสำหรับการลอบสังหารและซ่อนตัว สามารถปิดกั้นการตรวจจับของวัตถุวิญญาณบางอย่าง ตอนเย่าเฉินหนีตายจากเทือกเขาเสินหนง ก็อยากปรุงโอสถนี้มาตลอด ครั้งนี้ที่เมืองอู่หลง อาศัยความช่วยเหลือของตระกูลเฟิง ปรุงสำเร็จมาห้าเม็ด เอาไว้ใช้หนีการไล่ล่าโดยเฉพาะ

หมู่บ้านตระกูลเฟิงเวลานี้ กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว

ตระกูลเฟิงทุกสาย รวมถึงแขกเหรื่อ ถูกสังหารเกลี้ยง เวลานี้ ศิษย์ตระกูลมู่ กำลังเก็บกวาดสนามรบ แย่งชิงของมีค่าต่างๆ ออกมาจากกองเพลิง

"ฮ่าๆ หมู่บ้านนี้ สร้างมาหลายร้อยปี พังพินาศไปแบบนี้ ช่างทำใจลำบากจริงๆ"

"มีอะไรให้ทำใจไม่ได้ ต่อให้ยกให้เจ้า เจ้ากล้าใช้หรือ? ใครจะรู้ว่าใต้ดินยังมีทางลับอะไรอีก ปลาที่เล็ดลอดของตระกูลเฟิง ยังมีอยู่อีกสองสามตัว"

"เล็ดลอด? เป็นไปได้อย่างไร ศิษย์ตระกูลเฟิงที่ออกไปฝึกฝนข้างนอก บรรพชนส่งยอดฝีมือไปล้อมปราบตั้งนานแล้ว อย่าหวังจะหนีรอดได้สักคน"

"จริงสิ เจ้าคุณชายใหญ่เฟิงเสียนที่ดูทึ่มๆ นั่น ดูเหมือนจะจับไม่ได้นะ"

"หึ เฟิงเสียนไม่รู้ไปหลอกนักปรุงโอสถมาจากไหน ถึงหนีรอดจากเงื้อมมือบรรพชนไปได้ แต่ว่า นักปรุงโอสถคนนั้นโดนเมล็ดพันธุ์สีเขียวเคล็ดปลูกไม้ของบรรพชนเข้าไป ตายแน่นอน ส่วนเฟิงเสียน พรสวรรค์ก็งั้นๆ แถมสมองยังมีปัญหา อยากจับตัวมัน เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว"

"ก็จริงของเจ้า"

"ชู่ว บรรพชนกลับมาแล้ว"

ศิษย์ตระกูลมู่เงียบเสียง บนฟ้ามีแสงสีเขียวพาดผ่าน ที่แท้คือบรรพชนตระกูลมู่เหาะข้ามมา เห็นเพียงบรรพชนตระกูลมู่สะบัดมือ ตุบๆๆ หัวคนหลายหัวตกลงบนพื้น ที่แท้คืออัจฉริยะตระกูลเฟิงที่ถูกส่งออกไปฝึกฝน!

เห็นหัวคนเหล่านี้ตกลงพื้น ใครๆ ก็รู้ว่า ตระกูลเฟิง จบสิ้นแล้วโดยสมบูรณ์ แม้แต่อัจฉริยะที่ส่งออกไปก็ถูกดักสังหารหมด เช่นนี้ก็ไม่มีโอกาสกลับมาผงาดได้อีกแม้แต่นิดเดียว

รอบด้าน พรรคต่างๆ ที่กำลังเก็บกวาดสนามรบเช่นกัน ต่างจิตใจสั่นสะท้าน ตระกูลมู่อำมหิตนัก แถมยังรอบคอบ การลงมือครั้งนี้ วางแผนมานานแน่นอน

ที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ บรรพชนตระกูลมู่เลื่อนขั้นเป็นราชันยุทธ์ตั้งนานแล้ว แต่กดพลังไว้ที่มหาคุรุยุทธ์เก้าดาวตลอด เพื่อทำให้ตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลในเมืองอู่หลงตายใจ คิดว่าพลังของบรรพชนตระกูลมู่ รั้งท้ายในบรรดาสามตระกูล...

แผนการเช่นนี้ ความอดทนและการตัดสินใจเช่นนี้ น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการกดดันด้วยพลังเพียวๆ เสียอีก

รูปปกนิยาย

ป.ล. :

นิยายภาคเสริมของสัประยุทธ์ทะลุฟ้า จากผู้แต่ง(เทียนฉานถู่โต้ว) วางขายรูปแบบหนังสือจำนวน 1เล่ม(จบ)

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

👨‍🏫 นักแต่งนิยายจีน

Main

ตัวละครแนะนำ

📝 บทความล่าสุด