🔥 Note: !!!!! อ่านเลย!

ตำนานเย่าเฉิน (Side Story) : บทที่ 26 การทดสอบ

ภาพปก

📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)

บทที่ 26 การทดสอบ

ความยิ่งใหญ่ของเมืองเซิ่งตาน ทำให้เย่าเฉินรู้สึกหายใจไม่ออก!

ไม่เคยเห็นนักปรุงยามากมายขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้!

อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ มารวมตัวกันที่นี่ในรูปแบบสูงสุด

"ที่นี่? หึๆ ยังเป็นแค่เขตชั้นนอกเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง อยู่ที่เขตชั้นใน ที่ตั้งของหอคอยโอสถ

เขตชั้นใน!"

ความภาคภูมิใจบนใบหน้าหู่เฉินปิดบังไม่อยู่ เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ แดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับเขา คือบ้าน

ต่อให้บ้านหลังนี้เคยมอบความน้อยเนื้อต่ำใจให้เขา เขาก็ไม่มีอารมณ์รังเกียจเดียดฉันท์ ที่นี่มีความผูกพันฉันญาติ มิตรภาพ มี

ร่องรอยการเติบโตของเขา

เย่าเฉินสูดหายใจลึก พลังวิญญาณในอากาศ แทบจะเทียบเคียงกับตระกูลเย่าได้ และทุกหนแห่ง

อบอวลด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร มีประโยชน์ต่อจิตวิญญาณของผู้คน

ภายใต้การนำของหู่เฉิน เย่าเฉินและเฟิงเสียนมาถึงเจดีย์หินโบราณแห่งหนึ่ง ที่นี่คือเจดีย์สาขา

ของหอคอยโอสถ นอกเจดีย์เห็นนักปรุงยาเดินขวักไขว่ แม้ทุกคนจะพูดคุยกันเสียงเบา ก็ยังแผ่คลื่นเสียง

อึกทึกก้องหู

เจดีย์สาขานี้ มารดาของหู่เฉินเคยดูแลอยู่ นักปรุงยาผู้ดูแลคนปัจจุบัน คือศิษย์เอกของมารดาหู่เฉิน

หรือก็คือศิษย์พี่ใหญ่ของหู่เฉิน

หู่เฉินถือตราสัญลักษณ์ พาเย่าเฉินและเฟิงเสียนเข้าไปในเจดีย์อย่างสะดวกดาย พื้นที่ภายในเจดีย์

กว้างขวางมาก นักปรุงยาสวมเสื้อคลุมสีต่างๆ บ่งบอกระดับเดินสวนกันไปมาเร่งรีบ ใบหน้าของทุกคน

เปี่ยมด้วยความมั่นใจ บางมุมเห็นกลุ่มนักปรุงยากลุ่มเล็กๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปรุงยากันเบาๆ

"ไปกันเถอะ ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าน่าจะรู้แล้วว่าข้ากลับมา ต้องรอข้าอยู่ข้างในแน่ อ้อ ให้เขา

ทดสอบระดับให้เจ้าก่อน รับตราสัญลักษณ์นักปรุงยา ด้วยฝีมือเจ้า ระดับห้าอาจจะยากหน่อย แต่

นักปรุงยาระดับสี่น่าจะไม่มีปัญหา"

หู่เฉินอธิบายสถานะของเขาที่นี่ พลางพาเย่าเฉินและเฟิงเสียนเดินไปยังช่องทางพิเศษ

แห่งหนึ่ง

ช่องทางอื่นล้วนสว่างไสว มีเพียงที่นี่ แผ่แสงสลัวลึกลับ ความจริงนี่คือ

คำเตือน ห้ามเข้าถ้าไม่ได้รับเชิญ เว้นแต่จะมีตราสัญลักษณ์ผ่านทางเหมือนหู่เฉิน มิฉะนั้น ในช่องทาง

จะต้องเจอกับเรื่องที่คาดไม่ถึง ผลลัพธ์อนาถยิ่ง

สุดทางเดิน คือโถงใหญ่ รอบโถงใหญ่ มีประตูหินที่แตกต่างกัน เป็นตัวแทนของ

การทดสอบที่ต่างกัน เวลานี้ มีคนยืนอยู่กลุ่มหนึ่งแล้ว

"ศิษย์พี่ใหญ่"

หู่เฉินก้าวเร็วๆ เข้าไป เรียกชายชราวัยราวหกสิบปีด้วยความสนิทสนม ดวงตา

รื้นน้ำตาเล็กน้อย

"ศิษย์น้องเล็ก ในที่สุดก็กลับมา น่าเสียดายเจ้าไม่กลับมาเร็วกว่านี้ อาจารย์ปิดด่านแล้ว เป็นเรื่องดี" ชายชรา

ตบไหล่หู่เฉิน ใบหน้ายิ้มแย้ม

"หรือว่าจะทะลวงด่าน?" หู่เฉินแววตาเปี่ยมความยินดี ความจริงโทษเนรเทศของเขาจากตระกูลหมดไปตั้งแต่ปีก่อน

แล้ว เพียงแต่เขาติดอยู่ในหุบเขาปีศาจ อีกทั้งไม่มีกำลังชดเชยความผิดในอดีต จึงไม่ได้กลับ

เมืองเซิ่งตาน ตอนนี้เขามีความสามารถแล้ว เรียกได้ว่ากลับถิ่นอย่างสมเกียรติ หากมารดา

ก้าวหน้าไปอีกขั้น ตระกูลสายนี้ของพวกเรา ก็จะผงาดขึ้นอย่างแท้จริง หึๆ... เรื่องพวกนี้

ไม่พูดถึง สองท่านนี้คือ?" ชายชราแววตาไหววูบ จู่ๆ ก็จ้องมองเย่าเฉินกับเฟิงเสียน กลิ่นอายกดดัน

ระเบิดออกมา

ใจของเย่าเฉินสั่นสะท้าน แต่จ้องตอบอย่างไม่เกรงกลัว เฟิงเสียนอาการแย่กว่าเล็กน้อย ถอยหลังไป

สองก้าว ถึงจะกล้าสบตา

"อืม ไม่เลว"

ชายชราลูบเคราขาว แปลกใจเล็กน้อยกับปฏิกิริยานิ่งสงบของเย่าเฉินทั้งสอง การจ้องของเขาไม่ได้ทำเล่นๆ

ไม่ใช่ผู้ที่มีจิตใจและวิญญาณเข้มแข็งสุดขีด จะต้องเข่าอ่อนทันที เดิมทีเขาคิดว่า สองคนนี้เป็นลูกศิษย์ที่ศิษย์น้องเล็ก

พามาจากข้างนอก ข่มขวัญเสียหน่อย ให้รู้ถึงความน่าเกรงขามของหอคอยโอสถ แตกต่างจากข้างนอกโดยสิ้นเชิง นี่คือหวังดี

ในเมื่อไม่ใช่ศิษย์ของศิษย์น้อง ย่อมต้องว่ากันตามกฎ ควรจัดการอย่างไร ก็จัดการอย่างนั้น

เย่าเฉินทำความเคารพแบบผู้น้อย "ผู้น้อยเย่าเฉิน คารวะผู้อาวุโส"

"หึๆ ต้นกล้าที่ดีไม่เลว เป็นไง? อยากเข้าหอคอยโอสถมาเรียนรึ?"

อัจฉริยะที่มาถึงที่แบบเย่าเฉิน ชายชราเห็นมาเยอะแล้ว เดิมทีนึกว่าเป็นศิษย์ของศิษย์น้อง

"ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วยหน่อย แอะ เย่าเฉินคนนี้ ถือว่าเป็นศิษย์ของข้า"

ชายชราเบิกตากว้าง โกรธว่า "เป็นก็คือเป็น ไม่เป็นก็คือไม่เป็น อะไรเรียกว่าถือว่าเป็น?"

"ศิษย์พี่ใหญ่ ขอคุยด้วยหน่อย"

หู่เฉินยิ้มเผล่ ลากชายชราไปด้านข้าง กระซิบกระซาบไม่กี่ประโยค ก็เห็นชายชราตัวแข็งทื่อ

สายตาเหลือบมองเย่าเฉินแวบหนึ่ง ทั้งสองกระซิบกันอีกไม่กี่คำ ดูเหมือนตกลงกันได้แล้ว จึงเดินกลับมา

"ผู้เฒ่าเจี่ยนเฉิงจาง เจ้าเรียกข้าว่าลุงเจี่ยนก็ได้ เอาล่ะ เจ้าไปห้องนั้น ทดสอบระดับดู"

ชายชราพูดพลางชี้ไปที่ประตูบานหนึ่งในสี่บานด้านหลัง เย่าเฉินมองตามไป ประตู

บานนั้น เขียนอักษร "เหลือง" ไว้ อีกสามบาน คือ "ฟ้า ดิน ดำ" รวมกันเป็น

ฟ้า ดิน ดำ เหลือง

ต่ำกว่าระดับหก ทดสอบในห้องระดับเหลือง เรื่องพวกนี้ตอนขามาหู่เฉินได้เล่า

ขั้นตอนให้เย่าเฉินฟังคร่าวๆ แล้ว เย่าเฉินพยักหน้า กำลังจะเข้าไป ทันใดนั้น ก็มีคนเดินเข้ามาจากทางเดินอีกหลายคน

"อุ๊ยตาย! นี่มันน้องหู่เฉินไม่ใช่รึ? หึๆ กลับมาทำไมล่ะเนี่ย? แถมพาถุงยังชีพมาด้วย?"

ชายวัยกลางคนเคราแพะผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม โบกพัดจีบในมือ ยิ้มบางๆ พูดตอนท้าย พัดจีบ

ชี้ไปที่เย่าเฉิน แฝงความดูแคลนอย่างเข้มข้น

"ไป๋เวย!"

หู่เฉินสายตาแข็งกร้าว "แม้แต่เจ้าก็ได้ดีแล้ว ดูท่าตระกูลไป๋ของพวกเจ้าจะสิ้นคนแล้วสินะ? สุนัขจิ้งจอกหน้าขาว

อาศัยบารมีเสือ"

หู่เฉินแค่นเสียงเย็น แต่ในตาพ่นไฟแห่งความแค้นออกมา!

ทว่า สำหรับเรื่องเหล่านี้ เย่าเฉินคร้านจะใส่ใจ เดินตรงเข้าห้องระดับเหลือง ตัวเขาเองก็พัวพัน

บุญคุณความแค้นมากพอแล้ว กับหู่เฉิน เป็นแค่ความสัมพันธ์แบบร่วมมือ ความแค้นของหู่เฉิน ย่อมไม่ควรให้เขา

ไปแบกรับ

"ตันหู่เฉิน หึๆ ใจแคบไปหน่อยกระมัง ยังเจ็บแค้นเรื่องในอดีต พูดจริงๆ ข้าก็

คิดไม่ถึงว่าเจ้าตอนนั้นจะโง่ขนาดนั้น โทษข้าไม่ได้ ข้าแค่ล้อเล่นประโยคเดียว เจ้าก็เป็นจริงเป็นจัง เฮ้อ คนเรานะ

บางที ควรฝึกสมองให้มาก ไม่ใช่ฝึกแต่กล้ามเนื้อ"

ชายวัยกลางคนเคราแพะโบกพัดจีบ ชี้ไปที่ประตูบานใหญ่ที่เย่าเฉินเพิ่งเข้าไป ยิ้มว่า "ดู

เจ้าสิ รับศิษย์อะไรมา ถึงกับไปเข้าประตูอักษรเหลือง ชิ! ขำตายชัก มาสิ พวกเจ้า ไปทด

สอบซะ"

"ขอรับ ท่านอาจารย์"

ชายหนุ่มสองคนก้าวออกมา เดินไปหาเจี่ยนเฉิงจาง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ดำเนินการทดสอบ

ตามขั้นตอน

"พวกเจ้าทดสอบระดับอะไร?"

"ระดับหกขั้นต้น"

ทั้งสองตอบพร้อมกัน ท่าทางมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง

แต่ทว่า ด้วยอายุของพวกเขา ถึงกับท้าทายระดับนักปรุงยาระดับหก นี่ก็นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

จริงๆ

เจี่ยนเฉิงจางชะงักเล็กน้อย พยักหน้าอย่างไม่คัดค้าน ชี้ไปที่ประตูอักษรดำ กล่าวว่า "เข้าไป

เถอะ"

พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ในทางเดินก็มีเสียงลมดังขึ้น เห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่ง

เข้ามาอย่างรวดเร็ว ในเงาดำ มีไฟวิเศษไหลเวียน แผ่พลังแข็งแกร่ง เป็นคลื่นความร้อนระลอกหนึ่ง บดบัง

รูปลักษณ์ของผู้มาเยือน มองไม่ชัด เห็นรางๆ เพียงว่าเงาดำเป็นสตรี

"ศิษย์อา!"

เจี่ยนเฉิงจางตะลึง รีบคารวะเงาดำ

"ช่างเถอะ ข้าเพิ่งมาที่นี่ ลืมของไว้ในห้องอักษรเหลือง ข้าไปเอาเอง เจ้าทำงานของเจ้าไป"

เงาดำเปิดประตูอักษรเหลืองพุ่งเข้าไปทันที

"เอ่อ ขอรับ"

เจี่ยนเฉิงจางยิ้มขื่น ศิษย์อาท่านนี้ อายุน้อย แต่เป็นนักปรุงยาระดับเจ็ดขั้นสูงแล้ว เป็นศิษย์ปิดด่านของปรมาจารย์

บรรพบุรุษ มักทำตามใจตัวเอง แม้แต่ในหอคอยโอสถ อยากทำอะไรก็ทำ ยิ่งที่นี่เป็นเจดีย์สาขา

มีหรือที่เขาจะมีสิทธิ์พูดห้าม ได้แต่พยักหน้ายอมรับ

ไป๋เวยแค่นเสียงเย็น "หึๆ ตันหู่เฉิน ดูท่า ศิษย์ของเจ้าจบเห่แล้ว ในแดนศักดิ์สิทธิ์ ใครไม่รู้

บ้างว่าศิษย์อาหานเข้มงวดเป็นที่สุด ข้อผิดพลาดนิดเดียวก็ไม่ยอมรับ"

สีหน้าหู่เฉินเปลี่ยนไปมา ไม่แน่นอน คิดไม่ถึงว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ศิษย์อาหานเขา

ไม่รู้จัก แต่ดูจากสีหน้าของศิษย์พี่ใหญ่เจี่ยนเฉิงจาง ก็พอมองออก สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก

คนจะซวยดื่มน้ำเปล่ายังติดฟัน เจอไอ้สารเลวไป๋เวยนี่ก็ซวยพอแล้ว ตอนนี้ยังโผล่

ศิษย์อาหานประหลาดๆ มาอีกคน

ไป๋เวยมุมปากยกยิ้ม มองสีหน้าหู่เฉิน ยิ่งได้ใจ

หู่เฉินโกรธจัดในใจ กำหมัดจนง่ามนิ้วขาวซีด แต่ที่นี่คือเจดีย์สาขาหอคอยโอสถ จะทำบุ่มบ่ามไม่ได้

ไม่นาน ก็เห็นประตูอักษรดำเปิดออก ชายหนุ่มสองคนที่ไป๋เวยพามาเดินเคียงคู่กันออกมา ใบหน้า

เปี่ยมด้วยความมั่นใจ

"ระดับหกขั้นต้น ผ่าน"

ทั้งสองพูดพร้อมกัน และเปลี่ยนตราสัญลักษณ์นักปรุงยาบนอกต่อหน้าสาธารณชน

ตราสัญลักษณ์นี้ดูธรรมดา แต่เป็นตัวแทนการยอมรับจากหอคอยโอสถ บนแผ่นดินใหญ่นี้ การยอมรับเช่นนี้

คือพลังอำนาจที่แข็งแกร่ง หมายถึงผลประโยชน์และสิทธิพิเศษมากมาย

เห็นได้ชัดว่า ทั้งสองทำตัวโดดเด่นเช่นนี้ ล้วนเป็นการชี้นำของไป๋เวย

สีหน้าหู่เฉินยิ่งดูไม่ได้ นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการตบหน้าเขาอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าต่อตา

เหลืออด แต่ที่น่าเศร้าคือ เขาไร้แผนตอบโต้ ได้แต่ทนรับความอัปยศเช่นนี้

ทันใดนั้น ประตูอักษรเหลืองก็เปิดออก เย่าเฉินวิ่งหน้าตื่นออกมา

"หึๆ ดูสีหน้านั่น ไม่ต้องถามก็รู้" ไป๋เวยหัวเราะร่า พัดจีบในมือชี้ไปที่เย่าเฉิน

กล่าว

"หึ คนของข้า ยังไม่ถึงตาเจ้ามาสั่งสอน"

หู่เฉินรู้สึกเพียงเลือดลมพุ่งขึ้นสมอง ยื่นมือตะปบไปที่หน้าของไป๋เวย ปราณยุทธ์พลุ่งพล่าน

ตูม ทันใดนั้น ทั้งห้องก็ร้อนระอุราวกับเตาหลอม งัดเอาปราณยุทธ์เพลิงแท้ออกมา!

ไป๋เวยสีหน้าเย็นชา "เจ้าคิดว่า เจ้าในตอนนี้ยังเป็นคู่มือของข้าอีกรึ? ถุย! ดูท่า

บทเรียนในอดีตยังไม่เพียงพอ"

ตูม ทั้งสองปะทะฝ่ามือกัน ต่างคนต่างถอยหลังสองก้าว

สีหน้าหู่เฉินไม่สู้ดี แต่สีหน้าไป๋เวย ก็ประหลาดใจ ในสายตาเขา ตันหู่เฉินถูกขับออกจากหอคอยโอสถ

ไม่ว่าอย่างไร การบำเพ็ญเพียรต้องล้าหลังกว่าเขา นึกไม่ถึงว่าเมื่อครู่ปะทะกัน พบว่าคุณภาพของไฟปราณยุทธ์

ของอีกฝ่ายกลับเหนือกว่าไฟปราณยุทธ์ของเขาขั้นหนึ่ง

"ไฟสารีริกเกล็ดคราม..."

ดวงตาหู่เฉินเย็นเยียบ แผ่ไอหนาว จ้าวปีศาจให้เขาปรุงยา ย่อมต้องมอบผลประโยชน์ให้บ้าง ไฟสารีริก

เกล็ดคราม คือไฟปราณยุทธ์ที่จ้าวปีศาจหามาให้เขาด้วยตัวเอง แม้จะไม่ร้ายกาจเท่าไฟวิเศษ แต่ในบรรดาไฟปราณยุทธ์

ที่ไม่ใช่ไฟวิเศษ ก็จัดอยู่ในสิบอันดับแรกได้

แต่ทว่า มีไฟปราณยุทธ์เช่นนี้ เขากลับทำได้แค่เสมอกับไป๋เวย เห็นชัดว่าคนที่มีวาสนาพานพบ

ไม่ใช่แค่ตัวเขาเอง การเติบโตของอีกฝ่ายก็น่าตกใจ เขาอยากล้างแค้นในอดีต เกรงว่าไม่ใช่เรื่อง

ง่าย

ตอนนั้นเอง เจี่ยนเฉิงจางกระแอมเบาๆ "ที่นี่คือหอคอยโอสถ! ไม่ใช่ที่ให้พวกเจ้าสะสางความแค้นส่วนตัว!

แอะ วันนี้พวกเจ้าเพิ่งมาถึง เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่ผ่านการรับรองก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีโอกาสครั้งสุดท้าย"

นี่คือการเปิดประตูหลังให้อย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ต่อให้เป็นไป๋เวยก็ได้แต่ฮึดฮัด

ไม่มีคำพูดอื่น อย่างไรก็แค่การทดสอบประตูอักษรเหลือง ต่อให้ผ่านแล้วจะเป็นไร? ว่ากันตามจริง ต้องทดสอบ

สองครั้งถึงจะผ่าน นี่ก็นับเป็นเรื่องตลกที่ให้คนหัวเราะเยาะได้นานแล้ว

เย่าเฉินชะงัก กล่าวว่า "แต่นาง..."

"แอะ เจ้าไม่ต้องพูด ข้าจัดการเอง" หู่เฉินโบกมือขัดจังหวะเย่าเฉิน

ว่าด้วยฝีมือ เขายังเชื่อว่าเย่าเฉินต้องติดอันดับในงานประลองโอสถ ได้สิทธิ์เข้าร่วมงานชุมนุมโอสถในอีกหนึ่งปี

ให้หลัง ในหุบเขาปีศาจ เย่าเฉินแสดงฝีมือฝืนลิขิตฟ้าหลายครั้ง โดยเฉพาะในการประลองโอสถแบบนั้น

ยิ่งกระตุ้นศักยภาพปาฏิหาริย์ของเย่าเฉิน

แต่ถ้าใช้มาตรการเข้มงวดที่สุดมาทดสอบระดับนักปรุงยาของเย่าเฉิน... เกรงว่า ระดับห้าอาจจะฝืนไปหน่อย ตามที่

เขาคาดการณ์ ร่างกายของเย่าเฉินเคยเกิดเรื่องน่ากลัวมาก่อน แต่เจ้าหนูนี่ใช้วิธีการสารพัด ทั้งแช่น้ำยา ปิดจุดชีพจร

กดดันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไว้ เลยทำให้เขาที่ชัดเจนว่ามีพลังแข็งแกร่งกว่า กลับไม่อาจแสดงออกมาใน

เวลาปกติได้

หากตัดสินด้วยผลงานการปรุงยา หู่เฉินบางครั้งรู้สึกว่า เย่าเฉินอาจมีความสามารถถึงขั้นนักปรุงยา

ระดับเจ็ดแล้ว! แน่นอน ความรู้สึกนี้ เขาเองยังไม่เชื่อ

"หึๆ ตันหู่เฉิน เจ้าคงไม่... คิดจะให้เจ้าหนูนี่เข้าร่วมงานประลองโอสถกระมัง? ฮ่าฮ่าฮ่า ตลก

สิ้นดี อย่าว่าแต่ลูกหลานของศิษย์ลุงศิษย์อาเลย แค่ลูกศิษย์ไม่กี่คนของข้า ก็ขยี้เจ้าเด็กนี่เละแล้ว"

ไป๋เวยอวดดีมาก และเข้าใจหนทางสู่ความสำเร็จของตันหู่เฉินดี นอกจากงานประลองโอสถ ตันหู่เฉิน

อยากใช้วิธีอื่นแจ้งเกิดในแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยยอดคน ก็แค่ฝันกลางวัน

ทันใดนั้น เสียงตูมดังสนั่น ประตูอักษรเหลืองถูกผลักเปิดอย่างแรง เงาดำวูบหนึ่ง พุ่ง

เข้าหาเย่าเฉิน

"ศิษย์อา... ยั้งมือด้วย!"

เจี่ยนเฉิงจางตกใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่าเจ้าหนูนี่ไปล่วงเกินศิษย์อาตอนทดสอบ?

"เจ้าหลบไป นี่ เจ้าหนู เมื่อกี้วิ่งหนีทำไมเร็วอย่างนี้! ข้าว่าพวกเราทดสอบระดับหกขั้นกลาง

กันได้นะ มาๆๆ"

เย่าเฉินยิ้มขื่น "ผู้อาวุโส ข้าขอแค่ตราสัญลักษณ์ระดับห้าขั้นสูงก็พอแล้ว ระดับหกอะไรนั่น สำหรับข้า

ไม่มีความหมายมากนัก"

ตูม...

อะไรนะ? ไม่มีความหมายมากนัก?

คนในหอคอยโอสถได้ยินประโยคนี้ของเย่าเฉิน ในใจแทบลุกเป็นไฟ แม้แต่หู่เฉินก็ยังจ้องเย่าเฉิน

เขม็ง

"หึๆ เจ้าหนู เจ้าจบเห่แล้ว! แต่ กล้าดี ข้าชอบ! นี่ คนนั้นน่ะ เจ้านี่เป็นศิษย์เจ้าใช่ไหม?

ข้ายืมตัวหน่อย!" เงาดำเลือนรางหัวเราะ ชายเสื้อสะบัดม้วนตัวเย่าเฉิน หอบเอาตัวเย่าเฉินลอยขึ้น

กลายเป็นลมดำหายวับไป

เจี่ยนเฉิงจางยืนอึ้งกิมกี่ "ศิษย์น้องเล็ก... นี่ น่าจะ อาจจะ... เป็นเรื่องดีมั้ง?"

"ศิษย์พี่ใหญ่?"

หู่เฉินก็หน้าเอ๋อเหมือนกัน

มีเพียงเฟิงเสียนที่ริมฝีปากสั่นระริก อยากตะโกนแต่ตะโกนไม่ออก เย่าเฉินที่เขาถือเป็นเสาหลักถูกคน

ลักพาตัวไปแบบนี้... แต่ว่า เมื่อกี้ใครบอกว่าเป็นเรื่องดี? ตกลงเขาต้องตามไปไหม? แม้เขาจะรู้ชัดว่า ตัวเองทำอะไร

ไม่ได้เลย... กำปั้นของเฟิงเสียนกำแน่นกว่าเดิม

แต่ทว่า คนที่สีหน้าดูไม่ได้ที่สุด คือไป๋เวย ระดับหกขั้นกลาง? ศิษย์อาบอกว่าเจ้าเด็กนั่นควรทดสอบระดับหก

ขั้นกลาง!

เมื่อกี้เขายังด่าเย่าเฉินว่าไร้ความสามารถ คำพูดนี้ มันตบหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลชัดๆ!

เมืองเซิ่งตาน เขตชั้นใน...

เย่าเฉินมองไปรอบๆ นี่เข้ามาอยู่ในตัวหอคอยโอสถแล้ว พลังงานไหลเวียน พลังวิญญาณของที่นี่

ไม่ด้อยไปกว่าแดนชัยภูมิในดินแดนบรรพชนตระกูลเย่าแห่งเทือกเขาเสินหนงเลย

"เจ้าหนู เร็วเข้า เอาเทคนิคที่เจ้าแสดงตอนทดสอบเมื่อกี้ แสดงให้ข้าดูอีกที" เงาดำพุ่ง

เข้ามา ตวาดใส่เย่าเฉิน น้ำเสียงร้อนรน

"ผู้อาวุโส..." เย่าเฉินยิ้มขื่น เทคนิคนั้นเขาแลกเปลี่ยนมาจากหู่เฉิน เพียงแต่รายละเอียดบางอย่าง

เขาปรับเปลี่ยนตามลักษณะเฉพาะของตนเอง

"ข้ารู้ ของฟรีไม่มีในโลก นี่ ข้าเอาอันนี้แลกกับเจ้า เป็นไง?"

พรึ่บ คนในเงาดำจู่ๆ ก็เสกคัมภีร์ยุทธ์ออกมา

"คัมภีร์ยุทธ์ไฟโอสถระดับดำ น่าจะมีประโยชน์กับเจ้ามาก ไฟปราณยุทธ์ของเจ้า ยังเป็นวิชาระดับเหลืองอยู่สินะ?"

เย่าเฉินหรี่ตา "ได้ก็โด้อยู่ แต่ ผู้อาวุโส ความจริงแล้ว..."

คนในเงาดำกระชากชุดคลุมสีดำออกอย่างรำคาญ พรึ่บ เย่าเฉินรู้สึกเพียงนัยน์ตาสว่างวาบ

สาวงามล่มเมืองปรากฏอยู่ตรงหน้า

"อย่ามาเรียกผู้อาวุโสอะไรนั่น ข้าแก่กว่าเจ้าอย่างมากก็สิบปี เอ้อ เรียกพี่สาว ต่อไปข้าดูแลเจ้าเอง เจ้า

อยากเข้าหอคอยโอสถเรียนวิชาปรุงยาใช่ไหม? ยากหน่อย แต่ไม่เป็นไร พี่สาวสอนเจ้าก็เหมือนกัน หึ

พวกตาแก่คร่ำครึอยากให้ข้าไปสอน ข้ายังไม่สนจะไปเลย นี่ เทคนิคนั่น..."

"แสดงเดี๋ยวนี้เลย" เย่าเฉินยิ้มขื่น เดิมทีเขาอยากบอกว่า เทคนิคนั้นไม่ได้มีค่าอะไร ในเมื่อนางเป็น

ศิษย์อาของผู้อาวุโสหู่เฉิน ย่อมขอจากหู่เฉินได้

"เทคนิคนั้น ความจริงข้าก็รู้ แต่เจ้าใช้แล้ว มันดูต่างออกไป ดูเหมือน เอ้อ... เอาเป็นว่า

แสดงของเจ้าให้ข้าดูก่อน แล้วค่อยแลกเปลี่ยนกัน"

สาวงามปรบมือ โยนคัมภีร์ยุทธ์ไฟโอสถระดับดำให้เย่าเฉิน แล้วหยิบหม้อปรุงยาโบราณออกจากแหวนมิติ

ให้เย่าเฉินแสดง

เย่าเฉินพยักหน้า จริงจังขึ้นมา เห็นได้ชัดว่า ผู้อาวุโสสาวสวยท่านนี้ เป็นพวกบ้าปรุงยาในตำนาน

นอกจากเรื่องปรุงยา แทบไม่ใส่ใจเรื่องอื่น

เย่าเฉินสูดหายใจลึก ส่งไฟปราณยุทธ์ในมือเข้าสู่หม้อปรุงยา ตูม รู้สึกได้ว่าในหม้อมีคุณสมบัติ

บางอย่างถูกไฟปราณยุทธ์กระตุ้น ถึงกับผสานกับไฟปราณยุทธ์ของเขา ทำให้เตาหลอมเหมาะกับการปรุงยายิ่งขึ้น ความรู้สึกนี้

คือไฟปราณยุทธ์ของตนเองถูกยกระดับขึ้นหลายขั้น วิชาปรุงยาแม้เป็นแก่นแท้ แต่ของภายนอกบางอย่าง

ก็ช่วยเพิ่มความสามารถได้ไม่น้อย สำหรับนักปรุงยาแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เป็นครั้งแรก ที่เย่าเฉินเกิดความคิดอยากครอบครองหม้อปรุงยาดีๆ สักใบ ตอนเริ่มต้น อาจจะไม่เป็นไร

หม้อดีแค่ไหนก็เท่านั้น ใช้ของภายนอกปรุงยาได้ราบรื่นเกินไป กลับเป็นอุปสรรคต่อ

การเติบโต แต่ตอนนี้เขา ถึงเวลาที่ควรมีหม้อปรุงยาระดับสูงสักใบแล้ว

เทคนิคนั้นง่ายมาก แต่หลังจากใส่ความเข้าใจเฉพาะตัวของเย่าเฉินลงไปก็แตกต่าง นี่ไม่ใช่เทคนิคของ

ตระกูลเย่า และไม่ใช่เทคนิคของหอคอยโอสถ มีทั้งสองอย่าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง พูดได้แค่ว่า นี่คือวิชาเฉพาะตัว

ของเย่าเฉิน

"ข้าเริ่มเข้าใจนิดหน่อยแล้ว แต่น่าเสียดาย เทคนิคนี้ข้าใช้ไม่ได้ น่าเบื่อชะมัด อ๊ะ จริงสิ

ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลย ข้าชื่อหานซานซาน เจ้าชื่ออะไร?"

"เย่าเฉิน"

"เย่า... ตระกูลเย่าสายรอง?" หานซานซานแปลกใจเล็กน้อย

เย่าเฉินเงียบไม่ตอบ เรื่องบางเรื่องเขาไม่อยากเอ่ยถึงอีก

"ก็ได้ ไม่อยากพูดข้าถือว่าเจ้ายอมรับ เอ้อ น่าสนใจ เจ้ายังมีเทคนิคอื่นอีกไหม แสดง

ให้ดูหน่อย?"

"มีก็มี..." เย่าเฉินกลอกตาไปมา

"นี่! เป็นคนอย่าโลภมากนะ คัมภีร์ยุทธ์ระดับดำเชียวนะ!"

"ข้าหมายถึง พาเพื่อนข้าเข้ามาด้วยได้ไหม เขาชื่อเฟิงเสียน แม้ไม่ใช่นักปรุงยา แต่

เป็นผู้ช่วยที่ดีมาก"

"เพื่อน? ชื่อเฟิงเสียน? ก็ได้ คืนนี้เจ้าก็เจอเขาแล้ว ตอนนี้ แสดงให้ดูหน่อย"

หานซานซานสมฉายาคนบ้าปรุงยา เพื่อวิชาปรุงยา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎระเบียบหอคอยโอสถ

ตามคำพูดนางคือ: มาจากไหน ก็ไสหัวไปที่นั่น

ตกดึก เย่าเฉินได้พบเฟิงเสียน และตันหู่เฉิน

"ผู้อาวุโสหู่เฉินที่แท้เป็นคนตระกูลตัน?"

ห้าตระกูลใหญ่หอคอยโอสถ ตัน-เฉา-เย่-ชิว-ไป๋ ตระกูลตันทำตัวโลว์โปรไฟล์ที่สุด แต่ทุกภาคส่วนของหอคอยโอสถ

ล้วนมีคนตระกูลตันอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เย่าเฉินใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ก็ได้ยินเรื่องตระกูลตันจากปาก

หานซานซานคนบ้าปรุงยาหลายครั้ง ถ้าเป็นคนอื่นอาจไม่เท่าไหร่ แต่ขนาดหานซานซาน

ที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากปรุงยา ยังพูดถึงหลายครั้ง ก็รู้ได้ว่า ตระกูลตันไม่ธรรมดาขนาดไหน

ตันหู่เฉินยิ้มขื่น "ตันนี้ไม่ใช่ตันนั้น สายของพวกเรา แยกตัวออกมาจากตระกูลตันนานแล้ว"

เรื่องราวชักจะยุ่งเหยิง ตันหู่เฉินคาดไม่ถึงเลยว่า เย่าเฉินจะถูกศิษย์อาหานถูกใจ ไม่

รู้ว่าแผนการของเขาจะยังดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นได้หรือไม่ เพราะในมือเขา ไม่มีผลประโยชน์ที่เย่าเฉินสนใจแล้ว

"งานประลองโอสถ เริ่มเมื่อไหร่ขอรับ?"

เย่าเฉินยิ้ม เป็นฝ่ายถามขึ้น

"เจ้ายังยินดีเข้าร่วม? อีกครึ่งเดือน นี่ตราสัญลักษณ์ของเจ้า มีศิษย์อาหานรับรอง เกรงว่าคง

ไม่มีใครกล้าคัดค้าน"

ตันหู่เฉินรีบหยิบตราสัญลักษณ์ระดับห้าขั้นกลาง ติดที่อกเสื้อเย่าเฉิน กลัวเย่าเฉินกลับคำ

"หึๆ โอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนวิชาปรุงยากับคนอื่น ยังไงข้าก็ไม่ยอมพลาดหรอก"

แววตาเย่าเฉินเป็นประกาย ตลอดบ่าย เขาได้แลกเปลี่ยนกับหานซานซานมากมาย ส่วนน้อยคือเขาแสดง

เคล็ดลับการปรุงยา ส่วนใหญ่ หานซานซานเป็นฝ่ายเล่าถึงแก่นแท้ภายในของวิชาปรุงยา ไม่ใช่แค่การจัดการ

ผสานคุณสมบัติยา แต่เป็นการใช้วิชาปรุงยาเป็นการบำเพ็ญเพียร ปฏิบัติดั่งวิถีสวรรค์แห่งสัจธรรม

เพื่อค้นหา

สิ่งนี้เปิดหน้าต่างบานใหม่ให้เย่าเฉิน ทำให้เขาเห็นทิวทัศน์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่แท้ วิชาปรุงยา

สามารถเป็นเช่นนี้ได้

ปิดประตูปฏิบัติ ย่อมไม่ใช่วิชาปรุงยาทั้งหมด ออกไปแลกเปลี่ยน แข่งขันกับผู้อื่น สามารถกระตุ้น

จิตวิญญาณของตน ค้นพบหนทางที่กว้างใหญ่กว่าเดิม

รูปปกนิยาย

ป.ล. :

นิยายภาคเสริมของสัประยุทธ์ทะลุฟ้า จากผู้แต่ง(เทียนฉานถู่โต้ว) วางขายรูปแบบหนังสือจำนวน 1เล่ม(จบ)

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

👨‍🏫 นักแต่งนิยายจีน

Main

ตัวละครแนะนำ

📝 บทความล่าสุด