🔥 Note: !!!!! อ่านเลย!

ตำนานเย่าเฉิน (Side Story) : บทที่ 6 เสียงระฆังกังวานก้อง

ภาพปก

📚 สัประยุทธ์ทะลุฟ้า : ตำนานเย่าเฉิน (Side Story)

บทที่ 6 เสียงระฆังกังวานก้อง

ในเวลานี้ ณ นอกเขตพื้นที่ปรุงยา ยอดฝีมือทั้งสามแห่งสำนักศึกษา อันได้แก่ หลี่เหยียนซิ่น และ จั่วหงเล่อ ซึ่งครองอันดับสองและสามกำลังถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียในกระบวนการปรุงยาเมื่อครู่ โดยไม่นับรวม เย่าถง ผู้ครองอันดับหนึ่งตลอดกาล สองคนนี้ในงานประลองสำนักศึกษามักผลัดกันแพ้ชนะในอันดับที่สอง เป็นทั้งคู่แข่งและสหายสนิท

"น่าเสียดาย หากไม่ใช่เพราะชั่วพริบตาหนึ่งที่สัมผัสวิญญาณถูกเปลวเพลิงบดบัง คุณภาพของโอสถเงินขาวของข้า จะต้องเป็นระดับยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน"

"เจ้าหรือ? โอสถระดับสามชั้นยอด? ฮ่าฮ่า อย่ามาล้อเล่นน่า เป็นข้าต่างหาก หากไม่ใช่เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยเมื่อครู่ ข้าคงปรุงโอสถระดับสามชั้นยอดได้จริงๆ แต่จะว่าไป เทคนิคควบคุมไฟที่เจ้าพูดถึงคราวก่อนก็นับว่าไม่เลว เพียงแต่ข้ามีเคล็ดลับใหม่..."

ทั้งสองสนทนาแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาควบคุมไฟกันสักพัก จั่วหงเล่อหันหน้าไปมองโดยบังเอิญ จู่ๆ ก็ชะงักไปเล็กน้อย "เอ๊ะ? เจ้าหมอนั่น... ท่าทางไม่ชอบมาพากล!"

"อะไรไม่ชอบมาพากล?" หลี่เหยียนซิ่นหันตามไปมอง แล้วก็ต้องตะลึงงันอยู่กับที่ "นั่นเขากำลังทำอะไร?"

ภายในเขตปรุงยา คนผู้หนึ่งกำลังประสานมือทำท่ามุทราแปลกประหลาดอย่างต่อเนื่อง ชักนำพลังปราณยุทธ์สายเล็กๆ ทีละสาย ให้ทับซ้อนกันเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ในตอนแรก พลังปราณที่ทับซ้อนกันเหล่านี้ดูไร้ผล แต่เมื่อท่ามุทราถูกใช้ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ การทับซ้อนเหล่านั้นเริ่มแผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

"เคล็ดวิชาทับซ้อนใหญ่?"

ในกลุ่มอาวุโสสำนักศึกษา มีคนอุทานเสียงหลงด้วยความประหลาดใจ

"ไม่ใช่ คล้ายคลึงกับเคล็ดวิชาทับซ้อนใหญ่ แต่แก่นแท้กลับเป็นทักษะยุทธ์อีกชนิดหนึ่ง"

อาวุโสเย่าหลั่นสายตาไหววูบ ศิษย์ที่กำลังใชมุทราทับซ้อนพลังปราณผู้นั้น มิใช่ใครอื่น คือเย่าเฉินนั่นเอง!

สองปีก่อน เย่าเฉินเผาผลาญพรสวรรค์และศักยภาพจนเกินขีดจำกัด เย่าหลั่นได้ยินข่าวก็รู้สึกเสียดาย ในสายตาเขา เย่าเฉินเป็นต้นกล้าที่ดี การเผาผลาญครั้งนั้นเท่ากับทำลายอนาคตตนเอง

ทว่าเวลานี้ เมื่อมองดูเย่าเฉินประสานมุทราทีละท่า ความสนใจของเขาก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้ง

"นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาทับซ้อนใหญ่ แต่เป็นเคล็ดระเบิดปราณแท้ เป็นทักษะยุทธ์ที่ตระกูลสาขาของเขาคิดค้นขึ้นเอง น่าเสียดายที่ทักษะนี้ฝึกฝนยากเย็นแสนเข็ญ แทบไม่มีใครฝึกได้สำเร็จจริง"

เย่าหลั่นจดจำทักษะมุทราเหล่านี้ได้ มันสืบทอดมาจากปู่ทวดของเย่าเฉิน ผู้เป็นยอดคนจากตระกูลสาขาที่เคยสลักชื่อลงบนศิลาจารึกตระกูล น่าเสียดายที่นับร้อยปีมานี้ สายเลือดของเย่าเฉินด้วยเหตุผลนานัปการ กลับตกต่ำลงรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่น่าถอนใจคือศิษย์ทุกรุ่นล้วนมีพรสวรรค์ แต่กลับถูกทำให้เสียของเสมอ

เย่าหั่วก็เป็นเช่นนี้ เย่าเฉิน... ก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง

ทว่า ทักษะมุทราเคล็ดระเบิดปราณแท้ชุดนี้ เย่าเฉินกลับทำออกมาได้ไม่เลว ดูเหมือนว่าแม้ศักยภาพจะถูกเผาผลาญไป แต่สมองที่มีพรสวรรค์ยังไม่ถูกเผาจนเสียของ ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้รู้สึกสะท้อนใจ หากไม่มีเรื่องราวเหล่านั้น เขาจะเป็นศิษย์ที่สมบูรณ์แบบเพียงใด...

ด้านนอก หลัวซู่กระโดดโลดเต้น ยืดอกภูมิใจ ในที่สุดก็ได้เวลาตอกกลับ "พวกกากเดน เห็นหรือยัง นี่เรียกว่าเคล็ดระเบิดปราณแท้ ทักษะยุทธ์ระดับลึกลับที่ให้เวลาพวกเจ้าอีกร้อยปีก็ฝึกไม่สำเร็จ เจ้าพวกขยะ!"

"ถุย ได้ใจอะไรนักหนา แค่สร้างภาพ!"

ซือป๋อ หัวโจกของกลุ่มศิษย์เกเรทำหน้าขยะแขยงกล่าวออกมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูการแสดงออกของเย่าเฉินในขณะนี้ แต่ละคนต่างก็เงียบกริบลง

"น่าเสียดาย ต่อให้ปราณยุทธ์จะมหัศจรรย์เพียงใด หากเขาไม่สามารถระเบิดพลังระดับมหาคุรุยุทธ์ออกมาเพื่อเร่งความเร็วในการปรุงยาได้ เวลาคงไม่ทันการณ์อยู่ดี"

"จริงด้วย ตอนนี้เหลือเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป อาวุโสเย่าหลั่น สมควรแก่เวลาเตรียมตรวจสอบผลงานแล้วหรือไม่?" อาวุโสสำนักศึกษาหลายท่านถามเย่าหลั่น ในบรรดาอาวุโส เย่าหลั่นมีสถานะเป็นหัวหน้า ย่อมเป็นผู้สั่งการ และหากเกิดปัญหา เขาก็ต้องรับผิดชอบ

เย่าหลั่นลูบเคราขาว ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ก็ดี แต่อย่าเพิ่งไปรบกวนศิษย์ที่ยังทำไม่เสร็จ เผื่อว่าจะมีใครทำสำเร็จทันเวลา"

เหล่าอาวุโสพยักหน้าเห็นชอบ แล้วเดินตรงเข้าสู่เขตปรุงยา

ชั่วพริบตา ทั่วทั้งลานเงียบสงัดลง ทุกคนรู้ว่าเวลาตัดสินผลลัพธ์สุดท้ายมาถึงแล้ว

เมื่อเหล่าอาวุโสเดินเข้ามา ศิษย์ที่ยังปรุงยาไม่เสร็จหลายคนจิตใจว้าวุ่น ควบคุมพลังปราณผิดพลาด ส่งผลให้เกิดอาการเตาอับ เตาแตก ควันดำพวยพุ่ง ความล้มเหลวสารพัดรูปแบบผุดขึ้นมา เป็นอันจบสิ้นความพยายาม

แต่เวลานี้ เหล่าอาวุโสไม่แม้แต่จะปรายตามองคนเหล่านี้ พวกเขาเดินตรงไปยังแท่นถวายโอสถ ศิษย์ทุกคนนำโอสถที่ปรุงเสร็จใส่ขวดที่มีชื่อตนเอง วางไว้บนแท่นเพื่อรอการตรวจสอบ ข้างกันมีองครักษ์เหล็กห้านายสายตาคมกริบเฝ้าระวัง ป้องกันการสับเปลี่ยนโอสถโกงการแข่งขัน

อันที่จริงเรื่องนี้แทบไม่จำเป็น ในตระกูลเย่า แม้จะเป็นคนไร้ค่าก็ไม่เป็นไร ยังคงมีกินมีใช้สุขสบาย แม้แต่การแต่งงานตระกูลก็จะจัดหาให้ ไม่กล้ารับประกันว่าเป็นสาวงามล่มเมือง แต่หญิงสาวหน้าตาหมดจดนั้นมีแน่นอน ตระกูลเย่าคือหนึ่งในแปดตระกูลบรรพกาล ศิษย์ในตระกูลต่อให้แย่เพียงใด ในสายเลือดก็ยังไหลเวียนด้วยสายเลือดแห่งจักรพรรดิ รุ่นนี้ไร้ค่า ไม่แน่ว่ารุ่นหน้าอาจมีอัจฉริยะกำเนิด แต่ทว่า การโกงถือเป็นอาญาร้ายแรงที่สุดในตระกูลเย่า เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัย ต่อให้เป็นศิษย์สายเลือดหลักก็ไม่มีข้อยกเว้น โทษทัณฑ์รุนแรงถึงขั้นขับออกจากตระกูล

สรุปสั้นๆ คือ ศิษย์ตระกูลเย่ากล้าทำทุกอย่าง ยกเว้นการโกง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อห้ามสูงสุด

นอกเขตปรุงยา หลัวซู่ร้อนรนจนเหงื่อท่วมหัว แย่แล้วๆๆ เหล่าอาวุโสเดินเข้าสนามแล้ว แม้จะยังไม่ประกาศจบการประลอง แต่คนโง่ก็ดูออกว่าศิษย์ที่ยังทำไม่เสร็จในสายตาอาวุโสถือว่าล้มเหลวไปแล้ว ทว่าโอกาสยังมีอยู่ หากทำเสร็จก่อนที่อาวุโสจะตรวจสอบโอสถบนแท่นถวายโอสถจนครบ ก็ยังถือว่าทันเวลา

แต่ทว่า เย่าเฉินยังคงเร่งพลังไฟอย่างไม่รีบร้อน สมาธิจดจ่ออยู่กับเตาหลอมยา ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย

หน้าแท่นถวายโอสถ การตรวจสอบเริ่มขึ้น ผู้แรกคือโอสถของเย่าถง

"เรียนท่านอาวุโส โอสถนี้มีนามว่า โอสถเชิญจันทร์สยบวาโย" เย่าถงวางตัวสุขุม ก้าวออกมาคารวะอาวุโส แนะนำชื่อยาแล้วยืนสงบนิ่งด้านข้าง ไม่พูดพร่ำทำเพลง

เหล่าอาวุโสพยักหน้าพอใจ เย่าหลั่นก็พยักหน้าเบาๆ นานทีจะพบเด็กที่ทั้งเก่งและรู้กาลเทศะ ศิษย์สายเลือดรองเช่นนี้จึงจะมีอนาคตไกลในตระกูล เหมือนเย่าหั่วที่มีนิสัยปล่อยตัวเกินไปจนไม่เป็นที่ถูกใจสายเลือดหลัก มิเช่นนั้นด้วยพรสวรรค์ของเขา...

เย่าหลั่นส่ายหน้า เลิกคิดเรื่องอดีต คนตายไปแล้วคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ เขาเพ่งความสนใจไปที่โอสถเชิญจันทร์สยบวาโยของเย่าถง

เย่าหลั่นเปิดขวด กลิ่นหอมสดชื่นโชยออกมา จิตใจกระชุ่มกระชวย "โอ้ ไม่เลว"

เทโอสถออกมาหนึ่งเม็ด ใช้พลังปราณห่อหุ้มไว้บนฝ่ามือ ส่งสัมผัสวิญญาณแทรกซึมเข้าไปตรวจสอบส่วนผสม สรรพคุณ และระดับขั้นอย่างละเอียด

ผ่านไปครึ่งก้านธูป เย่าหลั่นจึงถอนสัมผัสวิญญาณ เทโอสถกลับลงขวด หันไปทางเย่าถง กล่าวเรียบๆ ว่า "สูตรยานี้ในตระกูลไม่มีบันทึก เป็นสูตรยาใหม่หรือ?"

"มิผิดขอรับ เป็นสูตรยาไม่สมบูรณ์ที่ศิษย์ได้มาระหว่างออกไปฝึกฝนภายนอกเมื่อครึ่งปีก่อน เพิ่งจะฟื้นฟูจนสมบูรณ์ได้เมื่อไม่นานมานี้"

"ดีมาก กล้าทดลองสูตรยาใหม่ในการประลองใหญ่ ไม่เลว เย่าหลั่นประเมินว่า โอสถเชิญจันทร์สยบวาโยระดับสาม หากกินโอสถนี้ จะช่วยลดทอนความเสียหายจากปราณยุทธ์ธาตุลมได้ช่วงเวลาหนึ่ง ที่หายากยิ่งกว่าคือแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นก็กินได้ พิษยาแทบไม่มี... ส่วนคุณภาพ อยู่ในระดับชั้นสูง ดีมาก"

เย่าหลั่นยิ้มบางๆ ใช้คำว่า "ดีมาก" และ "ไม่เลว" ติดกัน สำหรับคนเข้มงวดอย่างเขา นี่ถือเป็นคำชมเชยขั้นสูง

เย่าถงยังคงยืนสงบนิ่ง สีหน้าไม่แสดงความยินดี ดั่งขุนเขาที่มั่นคง ตอบกลับช้าๆ "ขอบคุณท่านอาวุโสที่ชมเชย"

เย่าหลั่นพยักหน้าอีกครั้ง แล้วหันไปดูโอสถขวดที่สอง

หลี่เหยียนซิ่นก้าวออกมา โอสถขวดนี้เขาเป็นคนปรุง จึงคารวะและแนะนำ "เรียนท่านอาวุโส โอสถนี้มีนามว่า โอสถผิวศิลา"

"โอ้ โอสถผิวศิลาระดับสาม น่าสนใจ..."

เย่าหลั่นพยักหน้าเบาๆ ตรวจสอบสักพักก็ให้คำวิจารณ์ "โอสถผิวศิลาระดับสาม สูตรยาจากคลังตระกูล กินแล้วผิวหนังทั่วร่างจะแข็งแกร่งดุจศิลาภายในหนึ่งเค่อ ทรงพลังยิ่งนัก หากใช้ร่วมกับปราณยุทธ์ธาตุดินยิ่งมีผลลัพธ์มหัศจรรย์ คุณภาพระดับชั้นสูง"

จั่วหงเล่อร่างผอมเกร็งกระโดดออกมา หัวเราะแหะๆ "ท่านอาวุโส ถึงตาข้าแล้วสินะ ข้าปรุงโอสถทะลวงเกราะ ครั้งนี้ข้าต้องเหนือกว่าหลี่เหยียนซิ่นแน่"

"ยืนดีๆ หากยังทำหน้าทะเล้นอีก จะหักคะแนน"

จั่วหงเล่อแลบลิ้น แต่ก็ไม่กล้าพูดมากอีก

...

ทางด้านนี้ตรวจสอบโอสถกันไปเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่ง เย่าเฉินก็เข้าสู่ช่วงวิกฤติที่สุด มุทราเคล็ดระเบิดปราณแท้ถูกใช้ออกไม่ขาดสาย ทับซ้อนพลังปราณเบื้องหน้า เวลานี้พลังปราณเหล่านั้นเชื่อมต่อกับร่างกายเย่าเฉิน ส่งผลให้เขาเข้าสู่สภาวะคุรุยุทธ์อย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแต่เป็นคุรุยุทธ์จอมปลอม "ตูม ตูม ตูม" เปลวเพลิงสายแล้วสายเล่าถูกซัดเข้าไปในเตาหลอมยา

เพียงแต่ ไม่ว่าเย่าเฉินจะระเบิดพลังเพียงใด เหล่าอาวุโสก็ไม่มีทีท่าจะหันมามอง เวลาคือจุดตาย ในสายตาพวกเขา ต่อให้เย่าเฉินใช้ทักษะระเบิดพลังระดับคุรุยุทธ์ออกมาได้ก็สายไปแล้ว ไม่มีทางทำทันเวลาที่กำหนด

ทว่า กลับไม่มีใครสังเกตเห็นว่า เตาหลอมของเย่าเฉินกำลังแผ่ความร้อนที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ความรุนแรงของไฟเหนือกว่าระดับคุรุยุทธ์ไปไกล เป็นอุณหภูมิที่น่าสะพรึงกลัวระดับมหาคุรุยุทธ์เท่านั้นจึงจะทำได้

นอกจากทักษะยุทธ์แล้ว สัมผัสวิญญาณของเย่าเฉินก็มีบทบาทสำคัญมหาศาล ความจริงแล้วแม้พลังปราณจะต่ำต้อย แต่สัมผัสวิญญาณของเย่าเฉินกลับเทียบเท่ามหาคุรุยุทธ์... หรืออาจเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ!

"ตูม ตูม ตูม" ในเตาหลอม สมุนไพรหลอมรวมกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเจือปนถูกแยกแยะอย่างรวดเร็วภายใต้การตรวจสอบอันแม่นยำของสัมผัสวิญญาณ และถูกขับออกจากแกนกลางโอสถด้วยพลังปราณอันละเอียดอ่อน ตกลงสู่ก้นเตา แต่สิ่งเจือปนเหล่านี้ยังมีฤทธิ์ยาที่ล้ำค่า เย่าเฉินไม่ยอมให้เสียเปล่า เขาขับเคลื่อนพลังปราณที่ระเบิดจากการทับซ้อน บีบคั้นสิ่งเจือปนเหล่านั้นและเผาผลาญด้วยไฟในเตาอย่างต่อเนื่อง

เสียงดังเปรี๊ยะๆ ฤทธิ์ยาถูกสกัดออกมาทีละเส้นสาย และถูกฉีดกลับเข้าไปในการรวมตัวของโอสถหลัก

เวลาไหลผ่านไป ในเขตปรุงยานอกจากเย่าเฉินก็ไม่เหลือศิษย์คนอื่น คนที่ควรยอมแพ้ก็ยอมแพ้ไปหมดแล้ว แม้จะดันทุรังทำต่อจนเสร็จ แต่การประลองจบไปแล้ว รั้นอยู่ต่อก็มีแต่จะโดนหัวเราะเยาะ ในสถานการณ์เช่นนี้จะมีสักกี่คนที่ยอมแบกหน้าสู้ต่อ?

เย่าเฉินที่ยังคงยืนหยัด จึงกลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาทันที

"หือ? ยังทำอยู่อีก?" เย่าหลั่นที่กำลังตรวจสอบโอสถเหลือบมองแวบหนึ่ง จิตใจไหววูบจึงลองเพ่งมองดู พอเห็นชัดๆ เขาก็ต้องยิ้มขื่น เขาจำได้ว่าสิ่งที่เย่าเฉินกำลังปรุงคือโอสถเพลิงครามระดับสอง!

เขาส่ายหน้าแล้วหันกลับไป ของพรรค์นั้นที่ขึ้นโต๊ะไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดู

เวลานี้เหลือโอสถรอตรวจสอบอีกห้าคน แม้จะสู้สามคนแรกไม่ได้ แต่ก็เป็นโอสถระดับสองที่ยอดเยี่ยม เทียบกับโอสถเพลิงคราม แม้จะเป็นระดับสองเหมือนกัน แต่สรรพคุณต่างกันนับสิบเท่า

ตรวจสอบผ่านไปทีละเม็ด เหล่าอาวุโสพยักหน้าพอใจเป็นระยะ ศิษย์รุ่นนี้มีพรสวรรค์ไม่น้อย แม้ไม่ใช่ระดับอัจฉริยะ แต่ก็ไม่อายใคร หากส่งออกไปนอกตระกูล ย่อมเป็นตัวตนที่ผู้อื่นต้องแหงนหน้ามอง! นี่คือรากฐานความแข็งแกร่งของตระกูลเย่า

เวลามาถึงช่วงสุดท้าย เย่าหลั่นหยิบโอสถขวดสุดท้ายขึ้นมา ใช้พลังปราณห่อหุ้มพินิจพิเคราะห์ ไม่นานก็วิจารณ์ว่า "โอสถเสริมพลังระดับต่ำ กินแล้วช่วยเพิ่มพลังปราณเล็กน้อย เป็นโอสถระดับสอง คุณภาพ ธรรมดา"

คุณภาพโอสถ ไล่จาก ธรรมดา กลาง สูง และสุดท้ายคือ ยอดเยี่ยม ซึ่งไร้ที่ติ แต่ระดับยอดเยี่ยมนั้นเป็นของที่แสวงหาได้ยากยิ่ง หากมียาระดับยอดเยี่ยมถือกำเนิดขึ้น แม้แต่นักปรุงยาเองก็มักเก็บไว้เป็นของสะสม

โอสถขวดสุดท้ายที่ส่งมาอย่างเร่งรีบ แค่ทำสำเร็จก็นับว่าเก่งแล้ว คุณภาพย่อมไม่ได้รับประกัน

เวลานั้น เย่าหลั่นวางโอสถลง ประกาศว่า "การประลองครั้งนี้..."

กำลังจะประกาศจบการประลอง ทันใดนั้น เสียงระเบิดตูมดังสนั่น!

เห็นเพียงในเขตปรุงยา ควันสีขาวหนาทึบพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า!

เสียงของเย่าหลั่นชะงักค้าง สายตาจับจ้องไปที่ตำแหน่งของเย่าเฉิน เห็นหมอกขาวลอยอ้อยอิ่ง แผ่คลื่นพลังปราณจางๆ ออกมา จากความรู้สึก น่าจะเป็นเคล็ดเก็บโอสถ

"ไอโอสถทะลวงเมฆา นี่มัน..."

"เป็นไปไม่ได้กระมัง?"

"นี่... จะสำเร็จเป็นเม็ดยาแล้ว?"

"เวลา! หมดหรือยัง?"

ทันใดนั้น อาวุโสท่านหนึ่งหันขวับไปมองนาฬิกาทราย เห็นทรายเม็ดสุดท้ายกำลังไหลลงมา เหลือเวลาไม่กี่อึดใจ

แต่ในขณะนั้นเอง เสียงตูมดังขึ้น ไอโอสถที่พุ่งขึ้นฟ้าม้วนตัวกลับลงสู่เตาหลอม ชั่วพริบตาก็พยุงโอสถสีทองอร่ามพุ่งออกจากเตา ตกลงสู่ขวดในมือเย่าเฉิน

"ไอโอสถคืนสู่เตา นิมิตแห่งโอสถชั้นยอด" เย่าหลั่นสายตาขรึมลง น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ คาดไม่ถึงเลยว่าเย่าเฉินจะทำสำเร็จ แถมยังเป็นโอสถที่มีนิมิตแห่งระดับยอดเยี่ยม แม้จะไม่การันตีว่าเป็นระดับยอดเยี่ยมจริง แต่ผลงานเช่นนี้เมื่อเทียบกับอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน ในใจเย่าหลั่นกลับมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

เหล่าอาวุโสต่างเงียบกริบ มองดูเย่าเฉินเก็บโอสถแล้วเดินโซเซมาทางนี้

เย่าเฉินเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ต้องฝืนใจแข็งจึงไม่ล้มพับไป "เรียนท่านอาวุโส โอสถนี้มีนามว่า โอสถเพลิงม่วง"

เย่าหลั่นรับขวดมาด้วยมือตนเอง สั่งว่า "เด็กๆ ประคองเขาไปพักด้านข้าง"

หลัวซู่พุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนออกมายังไม่ลืมถลึงตาใส่พวกซือป๋อ

ประคองเย่าเฉินไว้มั่น เจ้าอ้วนหลัวตากะพริบปริบๆ ต่อหน้าอาวุโสไม่กล้าพูดมาก แต่แววตาเทิดทูนบูชาฉายชัดจนปิดไม่มิด

เย่าเฉินยิ้ม แต่ก็มองไปทางเย่าหลั่นด้วยความลุ้นระทึก

เย่าหลั่นเปิดขวด ไอสีขาวจางๆ ลอยออกจากปากขวด กลายเป็นสายลมพัดกระจายไปรอบทิศ กลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวล

"ยาดี!"

อาวุโสหลายท่านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม

ครู่ใหญ่ เย่าหลั่นจึงตรวจสอบเสร็จ วางโอสถสีม่วงกลับลงขวด แววตาไหวระริก เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปาก "ดีมาก ดีเยี่ยมจริงๆ โอสถเพลิงม่วงเม็ดนี้ พัฒนามาจากโอสถเพลิงคราม ส่วนสรรพคุณ เย่าเฉิน เจ้าลองบอกมาซิ"

ประโยคนี้เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว ด้วยนิสัยของอาวุโสเย่าหลั่น ถึงกับใช้คำว่า "ดีเยี่ยมจริงๆ"

แม้แต่เย่าถง ยังได้แค่ "ไม่เลว ดีมาก" การที่ท่านพูดว่า "ดีเยี่ยมจริงๆ" ย่อมหมายความว่าโอสถที่เย่าเฉินปรุงครั้งนี้ อาจเหนือชั้นกว่าเย่าถง!

เป็นไปได้หรือ?

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เย่าเฉิน

ได้ยินเย่าเฉินกล่าวว่า "ขอรับ ท่านอาวุโส โอสถนี้เหมือนกับโอสถเพลิงคราม คือช่วยเพิ่มอานุภาพวิชาธาตุไฟ แต่จุดที่ต่างกันคือ โอสถเพลิงครามเพิ่มได้มากสุดแค่หนึ่งส่วน แต่โอสถนี้เพิ่มได้ห้าส่วนขึ้นไป"

ห้าส่วน! แถมยังขึ้นไปอีก!

ทุกคนเผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "เพิ่มอานุภาพวิชาธาตุไฟห้าส่วนขึ้นไป นั่นมันสรรพคุณของโอสถระดับสี่แล้วไม่ใช่หรือ?"

โอสถชนิดนี้ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้โดยตรง ต่างจากโอสถฟื้นพลังหรือยารักษา ในการต่อสู้ หากฝ่ายหนึ่งพลังเพิ่มขึ้นฉับพลันหนึ่งหรือสองส่วนก็ตัดสินเป็นตายได้แล้ว นับประสาอะไรกับห้าส่วน?

"มีผลข้างเคียงอะไรไหม?"

มีคนตะโกนถาม ยากจะเชื่อ! คนที่เมื่อกี้เขายังไม่รู้จักชื่อ กลับปรุงยาที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง เพิ่มพลังห้าส่วนเชียวหรือ?

เวลานั้น เย่าหลั่นโบกมือ กล่าวว่า "โอสถนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน จัดให้อยู่ในกลุ่มโอสถระดับสามได้ ส่วนรายละเอียดอื่น ต้องตรวจสอบเชิงลึกจึงจะสรุปผลได้" เย่าหลั่นเสียงขรึมลง ประกาศในตอนท้าย

ฝูงชนส่งเสียงอื้ออึง แม้แต่อาวุโสเย่าหลั่นยังไม่สามารถสรุปผลโอสถนี้ได้ในทันที!

นี่หมายความว่าอย่างไร?

เย่าเฉิน... สร้างชื่อก้องโลกในคราเดียว!

"เอาล่ะ พอแค่นี้ การประลองครั้งนี้จบลงอย่างเป็นทางการ ส่วนอันดับ จะประกาศที่บอร์ดสำนักศึกษาเย็นนี้"

เย่าหลั่นประกาศจบ ก็มองเย่าเฉินอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง แล้วพาเหล่าอาวุโสจากไป

พออาวุโสไป ศิษย์ทั้งหลายก็กรูกันเข้าไปหาเย่าเฉิน สายตาทั้งอิจฉาทั้งชื่นชม แม้แต่อาวุโสเย่าหลั่นยังดูไม่ออกในแวบเดียว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ชื่อเสียงของเย่าเฉินในตระกูลย่อมโด่งดังเป็นพลุแตก

รูปปกนิยาย

ป.ล. :

นิยายภาคเสริมของสัประยุทธ์ทะลุฟ้า จากผู้แต่ง(เทียนฉานถู่โต้ว) วางขายรูปแบบหนังสือจำนวน 1เล่ม(จบ)

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

👨‍🏫 นักแต่งนิยายจีน

Main

ตัวละครแนะนำ

📝 บทความล่าสุด